นมหนูชุดตัดแก๊ส Auto LPG GO3(106HC) Gas Cutting Nozzles
หัวตัดแก๊ส LPG หรือ AC ดีกว่ากัน? เฉลยข้อแตกต่าง พร้อมทริคเลือกแก๊สให้เหมาะกับงานเชื่อม-ตัด (2025)
ในวงการงานเชื่อมและงานตัดโลหะ “แก๊ส” คือหัวใจสำคัญที่มีผลต่อความเร็ว ความแข็งแรง และความปลอดภัยของงานเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะการเลือกระหว่าง LPG (Liquefied Petroleum Gas) และ AC หรือ Acetylene Gas ซึ่งเป็นสองประเภทแก๊สยอดนิยมที่ช่างเชื่อมใช้กันมานาน แต่หลายคนอาจยังไม่แน่ใจว่าควรใช้แก๊สชนิดไหนให้เหมาะกับงาน เพื่อให้ได้ทั้งคุณภาพและความปลอดภัยสูงสุด วันนี้เราจะมาวิเคราะห์เจาะลึก พร้อมชี้ข้อดีข้อเสียให้ชัด

งานเชื่อม – ทำไม AC เหมาะกว่า?
ถ้าพูดถึงงานเชื่อมโลหะ โดยเฉพาะงานที่ต้องการแนวเชื่อมที่ สวย แข็งแรง และทนทาน แนะนำให้เลือก แก๊ส AC (Acetylene) เพราะมีความบริสุทธิ์สูงกว่า LPG ทำให้การเผาไหม้มีเสถียรภาพ ไม่มีฟองอากาศมากวนใจในแนวเชื่อม ผลลัพธ์คืองานเชื่อมที่เรียบเนียน ไม่เปราะ แตกยาก และดูเป็นมืออาชีพ
งานตัด – LPG ตัดได้เร็วกว่า
สำหรับงานตัดโลหะ โดยเฉพาะงานตัดโครงสร้างเหล็กหนาๆ เช่น ไวด์แฟรงก์, เอชบีม, ไอบีม หรือเหล็กโครงสร้างทั่วไป LPG เหมาะกว่า เพราะสามารถใช้แรงดันได้สูงถึง 60 PSI (ประมาณ 4 bar) ซึ่งมากกว่า AC ที่ใช้ได้สูงสุดเพียง 20 PSI ความดันที่สูงกว่าทำให้เปลวไฟแรงขึ้น ความร้อนกระจายได้รวดเร็ว และตัดชิ้นงานได้ไวกว่า
ข้อควรระวังด้านความปลอดภัยเกี่ยวกับงานเชื่อมแก๊ส
แม้ทั้งสองชนิดแก๊สจะใช้ในงานอุตสาหกรรมได้ดี แต่ก็มีข้อควรระวังต่างกัน โดยเฉพาะ LPG ซึ่งมีน้ำหนักมากกว่าอากาศ หากรั่วไหลจะลอยลงสู่พื้นที่ต่ำ เช่น หลุม บ่อ หรือพื้นที่อับอากาศ และสามารถสะสมจนเป็นอันตรายได้ หากมีประกายไฟเพียงเล็กน้อยก็อาจเกิดการระเบิดหรือไฟไหม้รุนแรง อีกทั้งยังสามารถแทนที่ออกซิเจน ทำให้ผู้ปฏิบัติงานหมดสติหรือเสียชีวิตได้ ดังนั้น หากต้องทำงานในพื้นที่ปิด ควรหลีกเลี่ยงการใช้ LPG และเลือกใช้ AC ที่มีน้ำหนักเบากว่าอากาศ เพราะหากรั่วจะลอยขึ้นด้านบน ลดโอกาสสะสมในพื้นที่ต่ำ

เปรียบเทียบคุณสมบัติหลักของ LPG และ AC
- ความร้อนสูงสุด
- LPG: ให้ความร้อนสูงสุดประมาณ 3,480°C
- AC: ให้ความร้อนสูงสุดประมาณ 2,930°C
แม้ LPG จะให้ความร้อนสูงกว่า แต่ความบริสุทธิ์ของ AC ทำให้งานเชื่อมแข็งแรงกว่า
- ความบริสุทธิ์
- LPG: มีส่วนผสมของสารอื่น อาจเกิดฟองอากาศในแนวเชื่อม ทำให้ชิ้นงานเปราะ
- AC: บริสุทธิ์กว่า เหมาะสำหรับงานเชื่อมที่ต้องการความเนียนและทนทาน
- น้ำหนักของแก๊ส
- LPG: หนักกว่าอากาศ ลอยลงที่ต่ำเมื่อรั่ว
- AC: เบากว่าอากาศ ลอยขึ้นด้านบนเมื่อรั่ว
- แรงดันสูงสุด
- LPG: ใช้แรงดันได้สูงถึง 60 PSI ทำให้ตัดได้รวดเร็ว
- AC: ใช้แรงดันได้สูงถึง 20 PSI
- ราคาและความหาง่าย
- LPG: ราคาถูกกว่า และหาซื้อง่าย
- AC: แพงกว่า และบางพื้นที่หาได้ยาก
- มาตรฐานถัง
- LPG: มีกฎหมายบังคับตรวจสภาพถังด้วย Hydro Test ทุก 5 ปี ถ้าไม่ผ่านต้องทำลายทิ้ง
- AC: ยังไม่มีกฎหมายบังคับตรวจสภาพถัง และบางถังถูกใช้ซ้ำมานานกว่า 50 ปี
สรุปการเลือกใช้งานเชื่อม-ตัดแก๊ส
- งานเชื่อม → เลือก AC เพื่อความแข็งแรงและความสวยงามของแนวเชื่อม
- งานตัด → เลือก LPG เพื่อความรวดเร็วและประสิทธิภาพ
- งานในพื้นที่ปิดหรืออับอากาศ → หลีกเลี่ยง LPG เพราะเสี่ยงต่อการสะสมและระเบิด เลือกใช้ AC แทน
การเลือกแก๊สให้เหมาะกับงานไม่ใช่แค่เรื่องคุณภาพของผลงาน แต่ยังเป็นเรื่องของ ความปลอดภัยของชีวิต ดังนั้น ก่อนเริ่มงานทุกครั้ง ควรตรวจสอบสภาพอุปกรณ์ ระบบแก๊ส และปฏิบัติตามมาตรการความปลอดภัยอย่างเคร่งครัด เพื่อให้การเชื่อมและการตัดโลหะเป็นไปอย่างราบรื่น ปลอดภัย และได้ผลงานที่ดีที่สุดครับ
ถังอะเซทิลีน ไม่ได้เหมือนถังแก๊สทั่วไป! รู้ทัน “สารรูพรุน” ป้องกันระเบิด อันตรายถึงชีวิต
หลายคนที่ทำงานเกี่ยวกับการเชื่อมแก๊สอาจคุ้นตากับ “ถังอะเซทิลีน” หรือที่ช่างเรียกกันสั้น ๆ ว่า AC ซึ่งมักใช้เป็นเชื้อเพลิงคู่กับออกซิเจนในการเชื่อมและตัดโลหะ ถังชนิดนี้มีลักษณะภายนอกเป็นสี น้ำตาลอมแดง ดูเผิน ๆ อาจคล้ายถังแก๊สชนิดอื่น แต่รู้หรือไม่ว่าภายในนั้นต่างกันโดยสิ้นเชิง และความต่างนี้เองที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับความปลอดภัยของชีวิตคุณ
ภายในถังอะเซทิลีนมีอะไร?
ในถังอะเซทิลีน จะบรรจุสารรูพรุน (Porous Material) เพื่อซับ อะซีโตน (Acetone) และกักเก็บก๊าซอะเซทิลีนให้อยู่ในสภาพปลอดภัย สารรูพรุนนี้มีหน้าที่สำคัญคือ
- ซับและกระจายแรงดันของก๊าซ
- ช่วยให้อะเซทิลีนละลายในอะซีโตนได้ดีกว่าเก็บแบบก๊าซล้วน ๆ
- ลดความเสี่ยงของการสลายตัวเองของอะเซทิลีน ซึ่งอาจเกิดระเบิดได้แม้ไม่มีประกายไฟ
นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไม เวลายกถังอะเซทิลีนจึงรู้สึกหนักกว่าถังแก๊สชนิดอื่น แม้จะมีปริมาณก๊าซเท่ากันก็ตาม
ทำไมถังอะเซทิลีนถึงเก็บแบบถังเปล่าไม่ได้?
อะเซทิลีนเป็นก๊าซไวไฟสูง และ “ไม่ชอบ” แรงดันสูง ถ้าบรรจุในถังเปล่าโดยไม่มีสารรูพรุน มันสามารถสลายตัวเป็นความร้อนและระเบิดได้เอง เหมือนเวลาเรา เขย่าขวดน้ำอัดลมแรง ๆ แล้วเปิดฝา แต่ความต่างคือ แทนที่จะมีแค่แรงดันพุ่งออกมาเหมือนน้ำอัดลม อะเซทิลีนจะเกิดปฏิกิริยารุนแรงจนถึงขั้นระเบิด
เพราะฉะนั้น ห้ามเก็บหรือวางถังอะเซทิลีนในแนวนอน เด็ดขาด เนื่องจากอะซีโตนและสารรูพรุนอาจเคลื่อนที่ ทำให้เกิดความไม่สมดุลและเสี่ยงต่อการรั่วหรือระเบิด
อะซีโตนในถังมีบทบาทอย่างไร?
อะซีโตน (Acetone) เป็นตัวทำละลายที่ทำให้อะเซทิลีนละลายได้มากขึ้นและปลอดภัยขึ้น นอกจากนี้ยังช่วยหยุดหรือชะลอปฏิกิริยาการสลายตัวของอะเซทิลีน ทำให้สามารถเก็บได้ภายใต้แรงดันที่เหมาะสมโดยไม่เกิดการระเบิดเอง
แล้วแก๊สอาร์กอนล่ะ ต่างกันอย่างไร?
แม้แก๊สอาร์กอน (Argon, Ar) จะเป็นแก๊สเฉื่อยที่ไม่ทำปฏิกิริยาทางเคมีกับโลหะหรือสารอื่น ๆ ได้ง่าย และมักใช้ในงานเชื่อม TIG แต่ก็ใช่ว่าจะ “ไม่ติดไฟ” เสียทีเดียว ความจริงคือมันสามารถติดไฟได้ เพียงแค่อุณหภูมิที่ทำให้ติดไฟต่ำกว่า LPG ดังนั้นเวลามองใกล้ ๆ จะเห็นเปลวไฟแลบออกมาบริเวณหัวเชื่อม TIG
การใช้งานอะเซทิลีนในอุตสาหกรรม
- งานเชื่อมและตัดโลหะ : ประมาณ 20% ของอะเซทิลีนทั่วโลกถูกใช้ในกระบวนการเชื่อมและตัดโลหะ เนื่องจากเปลวไฟของ Oxyacetylene มีความร้อนสูงมาก
สรุป
ถังอะเซทิลีนไม่ได้เป็นเพียงถังก๊าซธรรมดา แต่เป็นระบบเก็บก๊าซที่ออกแบบมาอย่างพิถีพิถันเพื่อความปลอดภัย สารรูพรุนและอะซีโตนคือหัวใจสำคัญ ที่ช่วยให้สามารถเก็บอะเซทิลีนได้โดยไม่เกิดการระเบิด การรู้วิธีเก็บและใช้อย่างถูกต้อง ไม่เพียงแต่ป้องกันความเสียหายต่อทรัพย์สิน แต่ยังช่วยปกป้องชีวิตของคุณและคนรอบข้างด้วย


- LPG: ให้ความร้อนสูงสุดประมาณ 3,480°C
- AC: ให้ความร้อนสูงสุดประมาณ 2,930°C
แม้ LPG จะให้ความร้อนสูงกว่า แต่ความบริสุทธิ์ของ AC ทำให้งานเชื่อมแข็งแรงกว่า
- LPG: มีส่วนผสมของสารอื่น อาจเกิดฟองอากาศในแนวเชื่อม ทำให้ชิ้นงานเปราะ
- AC: บริสุทธิ์กว่า เหมาะสำหรับงานเชื่อมที่ต้องการความเนียนและทนทาน
- LPG: หนักกว่าอากาศ ลอยลงที่ต่ำเมื่อรั่ว
- AC: เบากว่าอากาศ ลอยขึ้นด้านบนเมื่อรั่ว
- LPG: ใช้แรงดันได้สูงถึง 60 PSI ทำให้ตัดได้รวดเร็ว
- AC: ใช้แรงดันได้สูงถึง 20 PSI
- LPG: ราคาถูกกว่า และหาซื้อง่าย
- AC: แพงกว่า และบางพื้นที่หาได้ยาก
- LPG: มีกฎหมายบังคับตรวจสภาพถังด้วย Hydro Test ทุก 5 ปี ถ้าไม่ผ่านต้องทำลายทิ้ง
- AC: ยังไม่มีกฎหมายบังคับตรวจสภาพถัง และบางถังถูกใช้ซ้ำมานานกว่า 50 ปี
งานเจียร ตัด ขัด ครบจบที่เรา! การันตียอดขายกว่า 10,000 ร้าน
ใช้เองก็คุ้ม ขายต่อก็ได้ ราคาส่งสุดคุ้ม 💸
- ⚠️ สต๊อกเหลือน้อยมาก! หากหมดแล้วต้องรอผลิตใหม่ 45–60 วัน
- ⏰ รอบจัดส่ง ตัดรอบทุกเย็น เวลา 17:00 น.
- 🚚 ส่งไวทั่วไทย เคอรี่ • ขนส่งเอกชน • J&T
- 🔥 ลูกค้าสั่งเยอะ สินค้าใกล้หมดจริง!
- ⚠️ ราคาพิเศษ มีถึงวันนี้เท่านั้น
- 👉 ทัก LINE: @grade-a หรือกดปุ่มด้านล่างได้เลยค่ะ 😊
โปรด่วน! ก่อนราคากลับปกติ
รีวิวจากผู้ใช้งานจริง

























พร้อมให้คำปรึกษาฟรี ตลอดอายุการใช้งาน!


นมหนูชุดตัดแก๊ส Auto LPG GO3(106HC) Gas Cutting Nozzles
หัวตัดแก๊ส LPG หรือ AC ดีกว่ากัน? เฉลยข้อแตกต่าง พร้อมทริคเลือกแก๊สให้เหมาะกับงานเชื่อม-ตัด (2025)
ในวงการงานเชื่อมและงานตัดโลหะ “แก๊ส” คือหัวใจสำคัญที่มีผลต่อความเร็ว ความแข็งแรง และความปลอดภัยของงานเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะการเลือกระหว่าง LPG (Liquefied Petroleum Gas) และ AC หรือ Acetylene Gas ซึ่งเป็นสองประเภทแก๊สยอดนิยมที่ช่างเชื่อมใช้กันมานาน แต่หลายคนอาจยังไม่แน่ใจว่าควรใช้แก๊สชนิดไหนให้เหมาะกับงาน เพื่อให้ได้ทั้งคุณภาพและความปลอดภัยสูงสุด วันนี้เราจะมาวิเคราะห์เจาะลึก พร้อมชี้ข้อดีข้อเสียให้ชัด

งานเชื่อม – ทำไม AC เหมาะกว่า?
ถ้าพูดถึงงานเชื่อมโลหะ โดยเฉพาะงานที่ต้องการแนวเชื่อมที่ สวย แข็งแรง และทนทาน แนะนำให้เลือก แก๊ส AC (Acetylene) เพราะมีความบริสุทธิ์สูงกว่า LPG ทำให้การเผาไหม้มีเสถียรภาพ ไม่มีฟองอากาศมากวนใจในแนวเชื่อม ผลลัพธ์คืองานเชื่อมที่เรียบเนียน ไม่เปราะ แตกยาก และดูเป็นมืออาชีพ
งานตัด – LPG ตัดได้เร็วกว่า
สำหรับงานตัดโลหะ โดยเฉพาะงานตัดโครงสร้างเหล็กหนาๆ เช่น ไวด์แฟรงก์, เอชบีม, ไอบีม หรือเหล็กโครงสร้างทั่วไป LPG เหมาะกว่า เพราะสามารถใช้แรงดันได้สูงถึง 60 PSI (ประมาณ 4 bar) ซึ่งมากกว่า AC ที่ใช้ได้สูงสุดเพียง 20 PSI ความดันที่สูงกว่าทำให้เปลวไฟแรงขึ้น ความร้อนกระจายได้รวดเร็ว และตัดชิ้นงานได้ไวกว่า
ข้อควรระวังด้านความปลอดภัยเกี่ยวกับงานเชื่อมแก๊ส
แม้ทั้งสองชนิดแก๊สจะใช้ในงานอุตสาหกรรมได้ดี แต่ก็มีข้อควรระวังต่างกัน โดยเฉพาะ LPG ซึ่งมีน้ำหนักมากกว่าอากาศ หากรั่วไหลจะลอยลงสู่พื้นที่ต่ำ เช่น หลุม บ่อ หรือพื้นที่อับอากาศ และสามารถสะสมจนเป็นอันตรายได้ หากมีประกายไฟเพียงเล็กน้อยก็อาจเกิดการระเบิดหรือไฟไหม้รุนแรง อีกทั้งยังสามารถแทนที่ออกซิเจน ทำให้ผู้ปฏิบัติงานหมดสติหรือเสียชีวิตได้ ดังนั้น หากต้องทำงานในพื้นที่ปิด ควรหลีกเลี่ยงการใช้ LPG และเลือกใช้ AC ที่มีน้ำหนักเบากว่าอากาศ เพราะหากรั่วจะลอยขึ้นด้านบน ลดโอกาสสะสมในพื้นที่ต่ำ

เปรียบเทียบคุณสมบัติหลักของ LPG และ AC
- ความร้อนสูงสุด
- LPG: ให้ความร้อนสูงสุดประมาณ 3,480°C
- AC: ให้ความร้อนสูงสุดประมาณ 2,930°C
แม้ LPG จะให้ความร้อนสูงกว่า แต่ความบริสุทธิ์ของ AC ทำให้งานเชื่อมแข็งแรงกว่า
- ความบริสุทธิ์
- LPG: มีส่วนผสมของสารอื่น อาจเกิดฟองอากาศในแนวเชื่อม ทำให้ชิ้นงานเปราะ
- AC: บริสุทธิ์กว่า เหมาะสำหรับงานเชื่อมที่ต้องการความเนียนและทนทาน
- น้ำหนักของแก๊ส
- LPG: หนักกว่าอากาศ ลอยลงที่ต่ำเมื่อรั่ว
- AC: เบากว่าอากาศ ลอยขึ้นด้านบนเมื่อรั่ว
- แรงดันสูงสุด
- LPG: ใช้แรงดันได้สูงถึง 60 PSI ทำให้ตัดได้รวดเร็ว
- AC: ใช้แรงดันได้สูงถึง 20 PSI
- ราคาและความหาง่าย
- LPG: ราคาถูกกว่า และหาซื้อง่าย
- AC: แพงกว่า และบางพื้นที่หาได้ยาก
- มาตรฐานถัง
- LPG: มีกฎหมายบังคับตรวจสภาพถังด้วย Hydro Test ทุก 5 ปี ถ้าไม่ผ่านต้องทำลายทิ้ง
- AC: ยังไม่มีกฎหมายบังคับตรวจสภาพถัง และบางถังถูกใช้ซ้ำมานานกว่า 50 ปี
สรุปการเลือกใช้งานเชื่อม-ตัดแก๊ส
- งานเชื่อม → เลือก AC เพื่อความแข็งแรงและความสวยงามของแนวเชื่อม
- งานตัด → เลือก LPG เพื่อความรวดเร็วและประสิทธิภาพ
- งานในพื้นที่ปิดหรืออับอากาศ → หลีกเลี่ยง LPG เพราะเสี่ยงต่อการสะสมและระเบิด เลือกใช้ AC แทน
การเลือกแก๊สให้เหมาะกับงานไม่ใช่แค่เรื่องคุณภาพของผลงาน แต่ยังเป็นเรื่องของ ความปลอดภัยของชีวิต ดังนั้น ก่อนเริ่มงานทุกครั้ง ควรตรวจสอบสภาพอุปกรณ์ ระบบแก๊ส และปฏิบัติตามมาตรการความปลอดภัยอย่างเคร่งครัด เพื่อให้การเชื่อมและการตัดโลหะเป็นไปอย่างราบรื่น ปลอดภัย และได้ผลงานที่ดีที่สุดครับ
ถังอะเซทิลีน ไม่ได้เหมือนถังแก๊สทั่วไป! รู้ทัน “สารรูพรุน” ป้องกันระเบิด อันตรายถึงชีวิต
หลายคนที่ทำงานเกี่ยวกับการเชื่อมแก๊สอาจคุ้นตากับ “ถังอะเซทิลีน” หรือที่ช่างเรียกกันสั้น ๆ ว่า AC ซึ่งมักใช้เป็นเชื้อเพลิงคู่กับออกซิเจนในการเชื่อมและตัดโลหะ ถังชนิดนี้มีลักษณะภายนอกเป็นสี น้ำตาลอมแดง ดูเผิน ๆ อาจคล้ายถังแก๊สชนิดอื่น แต่รู้หรือไม่ว่าภายในนั้นต่างกันโดยสิ้นเชิง และความต่างนี้เองที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับความปลอดภัยของชีวิตคุณ
ภายในถังอะเซทิลีนมีอะไร?
ในถังอะเซทิลีน จะบรรจุสารรูพรุน (Porous Material) เพื่อซับ อะซีโตน (Acetone) และกักเก็บก๊าซอะเซทิลีนให้อยู่ในสภาพปลอดภัย สารรูพรุนนี้มีหน้าที่สำคัญคือ
- ซับและกระจายแรงดันของก๊าซ
- ช่วยให้อะเซทิลีนละลายในอะซีโตนได้ดีกว่าเก็บแบบก๊าซล้วน ๆ
- ลดความเสี่ยงของการสลายตัวเองของอะเซทิลีน ซึ่งอาจเกิดระเบิดได้แม้ไม่มีประกายไฟ
นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไม เวลายกถังอะเซทิลีนจึงรู้สึกหนักกว่าถังแก๊สชนิดอื่น แม้จะมีปริมาณก๊าซเท่ากันก็ตาม
ทำไมถังอะเซทิลีนถึงเก็บแบบถังเปล่าไม่ได้?
อะเซทิลีนเป็นก๊าซไวไฟสูง และ “ไม่ชอบ” แรงดันสูง ถ้าบรรจุในถังเปล่าโดยไม่มีสารรูพรุน มันสามารถสลายตัวเป็นความร้อนและระเบิดได้เอง เหมือนเวลาเรา เขย่าขวดน้ำอัดลมแรง ๆ แล้วเปิดฝา แต่ความต่างคือ แทนที่จะมีแค่แรงดันพุ่งออกมาเหมือนน้ำอัดลม อะเซทิลีนจะเกิดปฏิกิริยารุนแรงจนถึงขั้นระเบิด
เพราะฉะนั้น ห้ามเก็บหรือวางถังอะเซทิลีนในแนวนอน เด็ดขาด เนื่องจากอะซีโตนและสารรูพรุนอาจเคลื่อนที่ ทำให้เกิดความไม่สมดุลและเสี่ยงต่อการรั่วหรือระเบิด
อะซีโตนในถังมีบทบาทอย่างไร?
อะซีโตน (Acetone) เป็นตัวทำละลายที่ทำให้อะเซทิลีนละลายได้มากขึ้นและปลอดภัยขึ้น นอกจากนี้ยังช่วยหยุดหรือชะลอปฏิกิริยาการสลายตัวของอะเซทิลีน ทำให้สามารถเก็บได้ภายใต้แรงดันที่เหมาะสมโดยไม่เกิดการระเบิดเอง
แล้วแก๊สอาร์กอนล่ะ ต่างกันอย่างไร?
แม้แก๊สอาร์กอน (Argon, Ar) จะเป็นแก๊สเฉื่อยที่ไม่ทำปฏิกิริยาทางเคมีกับโลหะหรือสารอื่น ๆ ได้ง่าย และมักใช้ในงานเชื่อม TIG แต่ก็ใช่ว่าจะ “ไม่ติดไฟ” เสียทีเดียว ความจริงคือมันสามารถติดไฟได้ เพียงแค่อุณหภูมิที่ทำให้ติดไฟต่ำกว่า LPG ดังนั้นเวลามองใกล้ ๆ จะเห็นเปลวไฟแลบออกมาบริเวณหัวเชื่อม TIG
การใช้งานอะเซทิลีนในอุตสาหกรรม
- งานเชื่อมและตัดโลหะ : ประมาณ 20% ของอะเซทิลีนทั่วโลกถูกใช้ในกระบวนการเชื่อมและตัดโลหะ เนื่องจากเปลวไฟของ Oxyacetylene มีความร้อนสูงมาก
สรุป
ถังอะเซทิลีนไม่ได้เป็นเพียงถังก๊าซธรรมดา แต่เป็นระบบเก็บก๊าซที่ออกแบบมาอย่างพิถีพิถันเพื่อความปลอดภัย สารรูพรุนและอะซีโตนคือหัวใจสำคัญ ที่ช่วยให้สามารถเก็บอะเซทิลีนได้โดยไม่เกิดการระเบิด การรู้วิธีเก็บและใช้อย่างถูกต้อง ไม่เพียงแต่ป้องกันความเสียหายต่อทรัพย์สิน แต่ยังช่วยปกป้องชีวิตของคุณและคนรอบข้างด้วย


- LPG: ให้ความร้อนสูงสุดประมาณ 3,480°C
- AC: ให้ความร้อนสูงสุดประมาณ 2,930°C
แม้ LPG จะให้ความร้อนสูงกว่า แต่ความบริสุทธิ์ของ AC ทำให้งานเชื่อมแข็งแรงกว่า
- LPG: มีส่วนผสมของสารอื่น อาจเกิดฟองอากาศในแนวเชื่อม ทำให้ชิ้นงานเปราะ
- AC: บริสุทธิ์กว่า เหมาะสำหรับงานเชื่อมที่ต้องการความเนียนและทนทาน
- LPG: หนักกว่าอากาศ ลอยลงที่ต่ำเมื่อรั่ว
- AC: เบากว่าอากาศ ลอยขึ้นด้านบนเมื่อรั่ว
- LPG: ใช้แรงดันได้สูงถึง 60 PSI ทำให้ตัดได้รวดเร็ว
- AC: ใช้แรงดันได้สูงถึง 20 PSI
- LPG: ราคาถูกกว่า และหาซื้อง่าย
- AC: แพงกว่า และบางพื้นที่หาได้ยาก
- LPG: มีกฎหมายบังคับตรวจสภาพถังด้วย Hydro Test ทุก 5 ปี ถ้าไม่ผ่านต้องทำลายทิ้ง
- AC: ยังไม่มีกฎหมายบังคับตรวจสภาพถัง และบางถังถูกใช้ซ้ำมานานกว่า 50 ปี
รีวิวจากลูกค้า






























คำถามที่พบบ่อย
มีหน้าร้านไหม
บริการส่งผ่าน Grab/LINE/Lalamove
ชำระเงินได้ช่องทางไหน
เวลาทำการของบริษัท
จัดส่งกี่วันถึง จะส่งเมื่อไหร่ ได้ของวันไหน
จัดส่งทางไหน ทางขนส่งเอกชน ไปรษณีย์ หรือจัดส่งเอง

มีสินค้าจำหน่ายในราคาส่ง
สินค้าสั่งผลิต - พรีออเดอร์ จะต้องชำระเงินก่อน 50% ของยอดสั่งซื้อ และชำระ 50% ก่อนจัดส่ง




