500A
วิธีเชื่อมเหล็กห่างไม่ให้ทะลุ! รอยเชื่อมซึมลึก แข็งแรง สวยงาม มือใหม่ก็ทำได้ (2025)
งานเชื่อมเหล็กไม่ใช่เพียงการทำให้เหล็กสองชิ้นติดกันเท่านั้น แต่ยังต้องคำนึงถึงความแข็งแรง ความสวยงาม และวิธีการเชื่อมที่เหมาะสม โดยเฉพาะ การเชื่อมเหล็กห่าง ซึ่งเป็นงานที่ช่างหลายคนมักเจอ และหากทำไม่ถูกวิธีอาจทำให้รอยเชื่อมทะลุหรือไม่แน่นพอได้
ในบทความนี้ เราจะมาแนะนำ วิธีเชื่อมเหล็กห่าง ทั้งด้วยการเชื่อมไฟฟ้าแบบธูป (SMAW) และการเชื่อมมิก (MIG) พร้อมเปรียบเทียบความเหมาะสม รวมถึงขั้นตอนการเชื่อมจริงให้รอยเชื่อมซึมลึกลงไปในเนื้อเหล็กโดยไม่ทะลุ
สิ่งที่ต้องรู้ก่อนเชื่อมเหล็กห่างและลวดเชื่อมที่ใช้
เหล็กห่างที่นำมาทดสอบในครั้งนี้ มีระยะห่างกว่าขนาดลวดเชื่อม 2.6 มม. ซึ่งถือว่าท้าทายพอสมควร โดยปกติแล้วหากต้องการรอยเชื่อมซึมลึกนิยมใช้ลวดเชื่อม เบอร์ 6010 แต่ในการทดลองนี้จะใช้ลวดเชื่อม เบอร์ 6013 แทน เพื่อทดสอบความแตกต่างและผลลัพธ์ที่ได้จริง

ขั้นตอนการเชื่อมเหล็กห่างแบบไม่ทะลุ
1. เตรียมพื้นผิวร่องเหล็กให้สะอาด
ก่อนเริ่มเชื่อม ต้องขัดสนิมและคราบสกปรกออกจากร่องเชื่อมให้หมดจด โดยใช้ แปรงลวดเหล็กด้ามพลาสติก เพื่อให้แน่ใจว่ารอยเชื่อมจะติดแน่น ไม่เกิดฟองอากาศหรือรูพรุน
2. เทคนิคการลากแนวเชื่อม
เริ่มต้นจากการ ลากน้ำเชื่อมแบบขยับซ้าย–ขวา ไปเรื่อย ๆ แล้วค่อย ๆ เลื่อนลงมาตามแนวร่องจนเต็ม โดยแนะนำให้ใช้ลวดเชื่อมขนาด 3 มม. เพราะจะทำให้รอยเชื่อมเต็มร่องได้พอดีและดูเรียบร้อย
3. เคาะสแลคและเชื่อมซ้ำรอบสอง
หลังจากเชื่อมเสร็จรอบแรก ให้ เคาะขี้สแลคออก แล้วทำความสะอาดร่องอีกครั้งด้วยแปรงลวด ก่อนทำการเชื่อมรอบที่สองเพื่อเพิ่มความแข็งแรงและความแน่นหนา
เชื่อมเหล็กห่าง 3–4 มิลด้วยการเชื่อมมิกไม่ใช้แก๊ส ทำอย่างไร?
การเชื่อมโลหะด้วยการเชื่อมฟลักซ์คอร์ (MIG Flux Core) หรือการเชื่อมมิกแบบไม่ใช้แก๊ส CO₂ เป็นอีกหนึ่งเทคนิคที่มือใหม่หลายคนสนใจ เพราะสะดวก ไม่ต้องยุ่งยากกับการใช้แก๊ส แต่ก็มีคำถามตามมาว่า ถ้าเจอชิ้นงานที่ เหล็กห่าง 3–4 มิล แบบนี้ จะเชื่อมติดหรือทะลุไปเลยหรือเปล่า? มาลองดูกันจากประสบการณ์จริง

ทดลองเชื่อมเหล็กห่างของจริงแบบไม่ใช้แก๊ส
ตอนแรกผมกลัวว่าถ้าเชื่อมยาวๆ จะทำให้ชิ้นงานทะลุ เลยลองใช้วิธีกดปล่อย กดปล่อยทีละจังหวะ ปรากฏว่ากินเวลานานมาก และแนวเชื่อมก็ไม่ต่อเนื่อง เลยตัดสินใจเปลี่ยนวิธีเป็น กดแช่ยาวๆ เดินแนวต่อเนื่อง แทน ซึ่งแม้จะเชื่อมได้ แต่เพราะเหล็กห่างถึง 3–4 มิล จึงต้อง เดินแนวซ้ำถึง 2 รอบ เพื่ออุดช่องว่างให้เต็ม
ข้อดีของการเชื่อมมิกไม่ใช้แก๊ส
- ไม่ต้องใช้แก๊ส CO₂ ทำงานได้สะดวกขึ้น ไม่ต้องพกถังแก๊สให้วุ่นวาย
- ใช้งานง่าย เหมาะกับมือใหม่ที่ต้องการทดลองเชื่อม
ข้อเสียที่เกิดจากการเชื่อมมิกไม่ใช้แก๊ส
- สะเก็ดไฟกระจุยกระจายเยอะมาก ทำให้เลอะและต้องคอยทำความสะอาดหลังเชื่อม
- แสงเชื่อมจ้า ต้องป้องกันดวงตาอย่างดี ไม่งั้นเสี่ยงเจ็บตา
- แนวเชื่อมไม่สวยนัก ต้องฝึกควบคุมให้ดี
ผลลัพธ์ของการเชื่อมเหล็กห่างด้วยการเชื่อมมิกไม่ใช้แก๊ส
สุดท้ายพบว่า เชื่อมติดได้จริง ชิ้นงานไม่ทะลุ แต่แนวเชื่อมออกมาไม่สวยงามเท่าไรนัก ต้องเดินซ้ำหลายครั้ง และใช้เวลาในการเก็บงานมากกว่าปกติ
ทำไมช่างเชื่อมถึงติดใจ! เชื่อม MIG แบบใช้แก๊ส CO2 งานสวย เร็ว คุ้มกว่าเชื่อมฟลักซ์คอร์
ถ้าใครเคยลองเชื่อมมิก (MIG) แบบใช้แก๊ส CO2 แล้ว จะรู้เลยว่าความรู้สึกมันต่างจากการเชื่อมฟลักซ์คอร์อย่างสิ้นเชิง ถึงขั้นที่หลายคนบอกว่า “พอได้เชื่อม MIG CO2 แล้ว จะไม่อยากกลับไปเชื่อมฟลักซ์คอร์อีกเลย” ซึ่งผมเองก็เป็นหนึ่งในนั้น
สิ่งที่สัมผัสได้ทันทีคือ ความเร็วและความสะอาดของงานเชื่อม การใช้แก๊ส CO2 ช่วยให้แนวเชื่อมดูเรียบร้อยกว่า สะเก็ดไฟน้อยลง งานออกมาสวย ไม่ต้องเสียเวลาเจียรหรือขัดแต่งเยอะเหมือนตอนเชื่อมฟลักซ์คอร์ พองานเชื่อมสะอาด ก็ช่วยประหยัดแรงและเวลาในการเก็บงานไปได้มาก
นี่แหละคือเหตุผลว่าทำไมหลายคนเชียร์ให้เลือกการเชื่อม MIG แบบใช้ CO2 เพราะแนวเชื่อมที่ได้จะเรียบสวยและมีคุณภาพมากกว่าอย่างเห็นได้ชัด
ต้นทุนการเชื่อม MIG CO2 เทียบกับ MMA คุ้มจริงไหม?
แน่นอนว่าหลายคนอาจสงสัยว่า การเชื่อมด้วยแก๊ส CO2 ต้นทุนสูงกว่าการเชื่อมธูป (MMA) มากแค่ไหน คำตอบคือ ถ้าเทียบเฉพาะวัสดุสิ้นเปลือง ไม่ว่าจะเป็นลวดเชื่อม หรือค่าแก๊ส CO2 การเชื่อม MIG CO2 มีต้นทุนสูงกว่า MMA อยู่พอสมควร
แต่ถ้าเรามองให้ลึกไปถึง ต้นทุนด้านเวลา การเชื่อม MIG CO2 กลับให้ความคุ้มค่ามากกว่า เพราะงานเสร็จไว ไม่ต้องเก็บรายละเอียดมาก ทำให้ประหยัดเวลาและแรงงานได้ ซึ่งในงานที่ลูกค้าเน้นความสวยงามและคุณภาพ การลงทุนกับการเชื่อม CO2 ถือว่าคุ้มค่าและตอบโจทย์มากกว่า

เชื่อม mig mag ต่างกันอย่างไร? ไขข้อสงสัยที่ช่างหลายคนเข้าใจผิด (2025)
ในการเชื่อมโลหะด้วยลวดเชื่อมไฟฟ้าแบบก๊าซปกคลุม หลายคนอาจคุ้นกับคำว่า “เชื่อมมิก (MIG)” และ “เชื่อมแม็ก (MAG)” ซึ่งช่างเชื่อมจำนวนไม่น้อยก็มักจะใช้เรียกรวมกันว่า “เชื่อมแม็ก” ทั้งที่จริงแล้ว MIG กับ MAG มีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน โดยเฉพาะในเรื่องของแก๊สที่ใช้ วัสดุที่เหมาะสม และคุณภาพแนวเชื่อม บทความนี้จะพาไปเจาะลึกแบบเข้าใจง่ายว่าทั้งสองแบบต่างกันอย่างไร
1. ความต่างที่ “แก๊ส”
- MIG (Metal Inert Gas) : ใช้แก๊สเฉื่อย (Inert Gas) เช่น อาร์กอน (Ar) หรือฮีเลียม (He) ซึ่งไม่ทำปฏิกิริยากับโลหะ ช่วยให้แนวเชื่อมสะอาด ไม่ปนเปื้อน
- MAG (Metal Active Gas) : ใช้แก๊สแอ็คทีฟ (Active Gas) เช่น คาร์บอนไดออกไซด์ (CO₂) หรือผสมก๊าซอื่น ๆ ซึ่งอาจทำปฏิกิริยากับโลหะได้เล็กน้อย ส่งผลต่อคุณภาพและลักษณะรอยเชื่อม
2. วัสดุที่เหมาะกับการเชื่อม
- MIG : เหมาะกับการเชื่อมวัสดุที่ต้องการความสะอาดและคุณภาพสูง เช่น สแตนเลส และ อลูมิเนียม
- MAG : นิยมใช้กับ เหล็กกล้า และเหล็กทั่วไป เพราะคุ้มค่าและประหยัดกว่า
3. ลักษณะของเสียงเชื่อม
- เชื่อม MAG มักให้เสียงนุ่มและต่อเนื่อง
- เชื่อม MIG จะมีเสียงแตกต่างออกไป มักแหลมกว่า
4. ความสวยของแนวเชื่อม
- แนวเชื่อมจาก MAG มักเรียบสวยกว่า และเข้ากับเหล็กได้ดี
- แนวเชื่อมจาก MIG ก็มีความสะอาด แต่ขึ้นอยู่กับทักษะผู้เชื่อมและวัสดุที่ใช้
5. ความแข็งแรงของรอยเชื่อม
แม้ว่าจะใช้ก๊าซต่างชนิดกัน แต่ทั้ง MIG และ MAG ก็ให้ความแข็งแรงของรอยเชื่อมใกล้เคียงกัน ไม่ว่าจะใช้เชื่อมงานโครงสร้างหรือชิ้นงานทั่วไป
สรุป
ทั้ง MIG และ MAG เป็นการเชื่อมที่มีข้อดีและเหมาะสมกับวัสดุต่างชนิดกัน หากต้องการเชื่อมโลหะอย่างอลูมิเนียมและสแตนเลส MIG คือคำตอบ แต่ถ้าเป็นงานเหล็กทั่วไป MAG จะคุ้มค่าและได้แนวเชื่อมที่สวยกว่า ดังนั้น การเลือกใช้งานควรพิจารณาตามประเภทวัสดุและคุณภาพที่ต้องการ



งานเจียร ตัด ขัด ครบจบที่เรา! การันตียอดขายกว่า 10,000 ร้าน
ใช้เองก็คุ้ม ขายต่อก็ได้ ราคาส่งสุดคุ้ม 💸
- ⚠️ สต๊อกเหลือน้อยมาก! หากหมดแล้วต้องรอผลิตใหม่ 45–60 วัน
- ⏰ รอบจัดส่ง ตัดรอบทุกเย็น เวลา 17:00 น.
- 🚚 ส่งไวทั่วไทย เคอรี่ • ขนส่งเอกชน • J&T
- 🔥 ลูกค้าสั่งเยอะ สินค้าใกล้หมดจริง!
- ⚠️ ราคาพิเศษ มีถึงวันนี้เท่านั้น
- 👉 ทัก LINE: @grade-a หรือกดปุ่มด้านล่างได้เลยค่ะ 😊
โปรด่วน! ก่อนราคากลับปกติ
รีวิวจากผู้ใช้งานจริง

























พร้อมให้คำปรึกษาฟรี ตลอดอายุการใช้งาน!


500A
วิธีเชื่อมเหล็กห่างไม่ให้ทะลุ! รอยเชื่อมซึมลึก แข็งแรง สวยงาม มือใหม่ก็ทำได้ (2025)
งานเชื่อมเหล็กไม่ใช่เพียงการทำให้เหล็กสองชิ้นติดกันเท่านั้น แต่ยังต้องคำนึงถึงความแข็งแรง ความสวยงาม และวิธีการเชื่อมที่เหมาะสม โดยเฉพาะ การเชื่อมเหล็กห่าง ซึ่งเป็นงานที่ช่างหลายคนมักเจอ และหากทำไม่ถูกวิธีอาจทำให้รอยเชื่อมทะลุหรือไม่แน่นพอได้
ในบทความนี้ เราจะมาแนะนำ วิธีเชื่อมเหล็กห่าง ทั้งด้วยการเชื่อมไฟฟ้าแบบธูป (SMAW) และการเชื่อมมิก (MIG) พร้อมเปรียบเทียบความเหมาะสม รวมถึงขั้นตอนการเชื่อมจริงให้รอยเชื่อมซึมลึกลงไปในเนื้อเหล็กโดยไม่ทะลุ
สิ่งที่ต้องรู้ก่อนเชื่อมเหล็กห่างและลวดเชื่อมที่ใช้
เหล็กห่างที่นำมาทดสอบในครั้งนี้ มีระยะห่างกว่าขนาดลวดเชื่อม 2.6 มม. ซึ่งถือว่าท้าทายพอสมควร โดยปกติแล้วหากต้องการรอยเชื่อมซึมลึกนิยมใช้ลวดเชื่อม เบอร์ 6010 แต่ในการทดลองนี้จะใช้ลวดเชื่อม เบอร์ 6013 แทน เพื่อทดสอบความแตกต่างและผลลัพธ์ที่ได้จริง

ขั้นตอนการเชื่อมเหล็กห่างแบบไม่ทะลุ
1. เตรียมพื้นผิวร่องเหล็กให้สะอาด
ก่อนเริ่มเชื่อม ต้องขัดสนิมและคราบสกปรกออกจากร่องเชื่อมให้หมดจด โดยใช้ แปรงลวดเหล็กด้ามพลาสติก เพื่อให้แน่ใจว่ารอยเชื่อมจะติดแน่น ไม่เกิดฟองอากาศหรือรูพรุน
2. เทคนิคการลากแนวเชื่อม
เริ่มต้นจากการ ลากน้ำเชื่อมแบบขยับซ้าย–ขวา ไปเรื่อย ๆ แล้วค่อย ๆ เลื่อนลงมาตามแนวร่องจนเต็ม โดยแนะนำให้ใช้ลวดเชื่อมขนาด 3 มม. เพราะจะทำให้รอยเชื่อมเต็มร่องได้พอดีและดูเรียบร้อย
3. เคาะสแลคและเชื่อมซ้ำรอบสอง
หลังจากเชื่อมเสร็จรอบแรก ให้ เคาะขี้สแลคออก แล้วทำความสะอาดร่องอีกครั้งด้วยแปรงลวด ก่อนทำการเชื่อมรอบที่สองเพื่อเพิ่มความแข็งแรงและความแน่นหนา
เชื่อมเหล็กห่าง 3–4 มิลด้วยการเชื่อมมิกไม่ใช้แก๊ส ทำอย่างไร?
การเชื่อมโลหะด้วยการเชื่อมฟลักซ์คอร์ (MIG Flux Core) หรือการเชื่อมมิกแบบไม่ใช้แก๊ส CO₂ เป็นอีกหนึ่งเทคนิคที่มือใหม่หลายคนสนใจ เพราะสะดวก ไม่ต้องยุ่งยากกับการใช้แก๊ส แต่ก็มีคำถามตามมาว่า ถ้าเจอชิ้นงานที่ เหล็กห่าง 3–4 มิล แบบนี้ จะเชื่อมติดหรือทะลุไปเลยหรือเปล่า? มาลองดูกันจากประสบการณ์จริง

ทดลองเชื่อมเหล็กห่างของจริงแบบไม่ใช้แก๊ส
ตอนแรกผมกลัวว่าถ้าเชื่อมยาวๆ จะทำให้ชิ้นงานทะลุ เลยลองใช้วิธีกดปล่อย กดปล่อยทีละจังหวะ ปรากฏว่ากินเวลานานมาก และแนวเชื่อมก็ไม่ต่อเนื่อง เลยตัดสินใจเปลี่ยนวิธีเป็น กดแช่ยาวๆ เดินแนวต่อเนื่อง แทน ซึ่งแม้จะเชื่อมได้ แต่เพราะเหล็กห่างถึง 3–4 มิล จึงต้อง เดินแนวซ้ำถึง 2 รอบ เพื่ออุดช่องว่างให้เต็ม
ข้อดีของการเชื่อมมิกไม่ใช้แก๊ส
- ไม่ต้องใช้แก๊ส CO₂ ทำงานได้สะดวกขึ้น ไม่ต้องพกถังแก๊สให้วุ่นวาย
- ใช้งานง่าย เหมาะกับมือใหม่ที่ต้องการทดลองเชื่อม
ข้อเสียที่เกิดจากการเชื่อมมิกไม่ใช้แก๊ส
- สะเก็ดไฟกระจุยกระจายเยอะมาก ทำให้เลอะและต้องคอยทำความสะอาดหลังเชื่อม
- แสงเชื่อมจ้า ต้องป้องกันดวงตาอย่างดี ไม่งั้นเสี่ยงเจ็บตา
- แนวเชื่อมไม่สวยนัก ต้องฝึกควบคุมให้ดี
ผลลัพธ์ของการเชื่อมเหล็กห่างด้วยการเชื่อมมิกไม่ใช้แก๊ส
สุดท้ายพบว่า เชื่อมติดได้จริง ชิ้นงานไม่ทะลุ แต่แนวเชื่อมออกมาไม่สวยงามเท่าไรนัก ต้องเดินซ้ำหลายครั้ง และใช้เวลาในการเก็บงานมากกว่าปกติ
ทำไมช่างเชื่อมถึงติดใจ! เชื่อม MIG แบบใช้แก๊ส CO2 งานสวย เร็ว คุ้มกว่าเชื่อมฟลักซ์คอร์
ถ้าใครเคยลองเชื่อมมิก (MIG) แบบใช้แก๊ส CO2 แล้ว จะรู้เลยว่าความรู้สึกมันต่างจากการเชื่อมฟลักซ์คอร์อย่างสิ้นเชิง ถึงขั้นที่หลายคนบอกว่า “พอได้เชื่อม MIG CO2 แล้ว จะไม่อยากกลับไปเชื่อมฟลักซ์คอร์อีกเลย” ซึ่งผมเองก็เป็นหนึ่งในนั้น
สิ่งที่สัมผัสได้ทันทีคือ ความเร็วและความสะอาดของงานเชื่อม การใช้แก๊ส CO2 ช่วยให้แนวเชื่อมดูเรียบร้อยกว่า สะเก็ดไฟน้อยลง งานออกมาสวย ไม่ต้องเสียเวลาเจียรหรือขัดแต่งเยอะเหมือนตอนเชื่อมฟลักซ์คอร์ พองานเชื่อมสะอาด ก็ช่วยประหยัดแรงและเวลาในการเก็บงานไปได้มาก
นี่แหละคือเหตุผลว่าทำไมหลายคนเชียร์ให้เลือกการเชื่อม MIG แบบใช้ CO2 เพราะแนวเชื่อมที่ได้จะเรียบสวยและมีคุณภาพมากกว่าอย่างเห็นได้ชัด
ต้นทุนการเชื่อม MIG CO2 เทียบกับ MMA คุ้มจริงไหม?
แน่นอนว่าหลายคนอาจสงสัยว่า การเชื่อมด้วยแก๊ส CO2 ต้นทุนสูงกว่าการเชื่อมธูป (MMA) มากแค่ไหน คำตอบคือ ถ้าเทียบเฉพาะวัสดุสิ้นเปลือง ไม่ว่าจะเป็นลวดเชื่อม หรือค่าแก๊ส CO2 การเชื่อม MIG CO2 มีต้นทุนสูงกว่า MMA อยู่พอสมควร
แต่ถ้าเรามองให้ลึกไปถึง ต้นทุนด้านเวลา การเชื่อม MIG CO2 กลับให้ความคุ้มค่ามากกว่า เพราะงานเสร็จไว ไม่ต้องเก็บรายละเอียดมาก ทำให้ประหยัดเวลาและแรงงานได้ ซึ่งในงานที่ลูกค้าเน้นความสวยงามและคุณภาพ การลงทุนกับการเชื่อม CO2 ถือว่าคุ้มค่าและตอบโจทย์มากกว่า

เชื่อม mig mag ต่างกันอย่างไร? ไขข้อสงสัยที่ช่างหลายคนเข้าใจผิด (2025)
ในการเชื่อมโลหะด้วยลวดเชื่อมไฟฟ้าแบบก๊าซปกคลุม หลายคนอาจคุ้นกับคำว่า “เชื่อมมิก (MIG)” และ “เชื่อมแม็ก (MAG)” ซึ่งช่างเชื่อมจำนวนไม่น้อยก็มักจะใช้เรียกรวมกันว่า “เชื่อมแม็ก” ทั้งที่จริงแล้ว MIG กับ MAG มีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน โดยเฉพาะในเรื่องของแก๊สที่ใช้ วัสดุที่เหมาะสม และคุณภาพแนวเชื่อม บทความนี้จะพาไปเจาะลึกแบบเข้าใจง่ายว่าทั้งสองแบบต่างกันอย่างไร
1. ความต่างที่ “แก๊ส”
- MIG (Metal Inert Gas) : ใช้แก๊สเฉื่อย (Inert Gas) เช่น อาร์กอน (Ar) หรือฮีเลียม (He) ซึ่งไม่ทำปฏิกิริยากับโลหะ ช่วยให้แนวเชื่อมสะอาด ไม่ปนเปื้อน
- MAG (Metal Active Gas) : ใช้แก๊สแอ็คทีฟ (Active Gas) เช่น คาร์บอนไดออกไซด์ (CO₂) หรือผสมก๊าซอื่น ๆ ซึ่งอาจทำปฏิกิริยากับโลหะได้เล็กน้อย ส่งผลต่อคุณภาพและลักษณะรอยเชื่อม
2. วัสดุที่เหมาะกับการเชื่อม
- MIG : เหมาะกับการเชื่อมวัสดุที่ต้องการความสะอาดและคุณภาพสูง เช่น สแตนเลส และ อลูมิเนียม
- MAG : นิยมใช้กับ เหล็กกล้า และเหล็กทั่วไป เพราะคุ้มค่าและประหยัดกว่า
3. ลักษณะของเสียงเชื่อม
- เชื่อม MAG มักให้เสียงนุ่มและต่อเนื่อง
- เชื่อม MIG จะมีเสียงแตกต่างออกไป มักแหลมกว่า
4. ความสวยของแนวเชื่อม
- แนวเชื่อมจาก MAG มักเรียบสวยกว่า และเข้ากับเหล็กได้ดี
- แนวเชื่อมจาก MIG ก็มีความสะอาด แต่ขึ้นอยู่กับทักษะผู้เชื่อมและวัสดุที่ใช้
5. ความแข็งแรงของรอยเชื่อม
แม้ว่าจะใช้ก๊าซต่างชนิดกัน แต่ทั้ง MIG และ MAG ก็ให้ความแข็งแรงของรอยเชื่อมใกล้เคียงกัน ไม่ว่าจะใช้เชื่อมงานโครงสร้างหรือชิ้นงานทั่วไป
สรุป
ทั้ง MIG และ MAG เป็นการเชื่อมที่มีข้อดีและเหมาะสมกับวัสดุต่างชนิดกัน หากต้องการเชื่อมโลหะอย่างอลูมิเนียมและสแตนเลส MIG คือคำตอบ แต่ถ้าเป็นงานเหล็กทั่วไป MAG จะคุ้มค่าและได้แนวเชื่อมที่สวยกว่า ดังนั้น การเลือกใช้งานควรพิจารณาตามประเภทวัสดุและคุณภาพที่ต้องการ



รีวิวจากลูกค้า






























คำถามที่พบบ่อย
มีหน้าร้านไหม
บริการส่งผ่าน Grab/LINE/Lalamove
ชำระเงินได้ช่องทางไหน
เวลาทำการของบริษัท
จัดส่งกี่วันถึง จะส่งเมื่อไหร่ ได้ของวันไหน
จัดส่งทางไหน ทางขนส่งเอกชน ไปรษณีย์ หรือจัดส่งเอง

มีสินค้าจำหน่ายในราคาส่ง
สินค้าสั่งผลิต - พรีออเดอร์ จะต้องชำระเงินก่อน 50% ของยอดสั่งซื้อ และชำระ 50% ก่อนจัดส่ง



