• เวลาทำการ 7:30-18:30 น.

หน้ากากเชื่อมโลหะและอะไหล่ Welding Helmet

กระจกดำเชื่อม เบอร์ไหนดี? เลือกผิดเสี่ยง “ตาบอดถาวร” มือใหม่ห้ามพลาด (2025)

             ในโลกของงานเชื่อม ไม่ว่าจะเป็นช่างมืออาชีพหรือมือสมัครเล่น อุปกรณ์ป้องกันตาคือสิ่งที่ไม่ควรมองข้ามโดยเด็ดขาด เพราะดวงตาของเรานั้นไม่มีอะไหล่เปลี่ยนใหม่ หากเกิดความเสียหายจากแสงเชื่อมที่รุนแรง ก็อาจถึงขั้นสูญเสียการมองเห็นอย่างถาวรได้เลยทีเดียว และอุปกรณ์ป้องกันอันดับหนึ่งที่ทุกคนต้องรู้จักก็คือกระจกกันแสงเชื่อม” นั่นเอง

             หลายคนอาจเข้าใจว่าแค่สวมหน้ากากเชื่อมก็พอ แต่รู้หรือไม่ว่า “กระจกดำ” ที่ใช้ในหน้ากากเชื่อมนั้นมีหลายเบอร์ และแต่ละเบอร์ก็มีระดับการกรองแสงที่ต่างกัน หากเลือกผิดเบอร์ ใช้กับงานเชื่อมที่ไม่ตรงประเภทหรือระดับกระแสไฟ ก็ไม่ต่างอะไรกับการเปิดตารับแสงจ้าตรง ๆ โดยไม่ป้องกันเลย!

กระจกเชื่อมดำ

กระจกดำคืออะไร? ทำไมถึงสำคัญนัก?

             กระจกดำ (Welding Filter Lens) เป็นแผ่นกรองแสงที่อยู่ภายในหน้ากากเชื่อม มีหน้าที่กรองแสงอาร์กอันรุนแรงจากการเชื่อม ซึ่งมีทั้งรังสีอินฟราเรด รังสีอัลตราไวโอเลต และแสงที่สว่างจ้าเกินกว่าที่ดวงตามนุษย์จะรับได้โดยปลอดภัย

             หากไม่มีการป้องกันที่ดีพอ ดวงตาอาจเกิดอาการ “แสบตา ร้อนตา น้ำตาไหล หรือเจ็บตาแบบแสบลึก” ภายในไม่กี่ชั่วโมงหลังเชื่อม และหากรับแสงเชื่อมแรง ๆ บ่อยครั้งโดยไม่มีการป้องกัน อาจทำให้ กระจกตาอักเสบ หรือถึงขั้นตาบอดได้เลยทีเดียว

 

กระจกดำแต่ละเบอร์ บ่งบอกอะไร?

             เบอร์ของกระจกดำ หมายถึง “ระดับความเข้มของการกรองแสง” ยิ่งตัวเลขมาก แสงจะผ่านได้น้อย เหมาะกับงานเชื่อมที่ใช้กระแสไฟสูงและให้แสงอาร์กแรง เช่น การเชื่อมเหล็กหนา ๆ หรือการเชื่อมต่อเนื่องเป็นเวลานาน

             โดยทั่วไปกระจกดำจะมีเบอร์ตั้งแต่ เบอร์ 5 ถึง เบอร์ 12 และยังมีกระจกใสที่ใช้ประกบไว้ด้านนอก เพื่อกันเศษสะเก็ดหรือคราบสกปรกไม่ให้โดนกระจกดำโดยตรง

กระจกกันแสงเชื่อม
             หนึ่งในเบอร์ที่ได้รับความนิยมสูงและเหมาะกับงานเชื่อมทั่วไปคือ
กระจกดำเชื่อมเบอร์ 11
ซึ่งออกแบบและพัฒนาให้เป็นกระจกกันแสงเชื่อม “เขียวเข้ม” ที่ช่วยกรองแสงเชื่อมให้เปลี่ยนเป็นแสงสีเขียว ทำให้ขณะทำงานช่างเชื่อมจะไม่รู้สึกแสบตาหรือเมื่อยล้าจากแสงจ้า เหมาะอย่างยิ่งสำหรับงานเชื่อมแก๊ส งานเชื่อมไฟฟ้า งานตัดโลหะ และงานเชื่อมทั่วไปที่มีกระแสไฟระดับกลางถึงสูง

             กระจกเบอร์ 11 นี้ทำหน้าที่ป้องกันดวงตาจากทั้ง รังสีอัลตราไวโอเลต รังสีอินฟราเรด และสะเก็ดไฟ ซึ่งอาจกระเด็นเข้าตาระหว่างการทำงาน เพื่อความปลอดภัยสูงสุดควรใช้งานร่วมกับ แผ่นกันสะเก็ด (กระจกใส) ด้านนอกเสมอ เนื่องจากกระจกกันแสงเชื่อมไม่สามารถทนแรงกระแทกได้โดยตรง หากถูกกระแทกหรือขีดข่วนจะเกิดความเสียหายและลดประสิทธิภาพการกรองแสงลงทันที

กระจกดําเชื่อม

กระจกกันแสงเชื่อม ใช้งานยังไงให้ถูกประเภท? เลือกเบอร์ยังไงไม่ให้พลาด?

🔸 กระจกใส:
             ใช้ซ้อนไว้ด้านหน้ากระจกดำเพื่อกันคราบและสะเก็ด ไม่เกี่ยวกับการกรองแสง

🔹 งานเชื่อมแก๊ส / ตัดแก๊ส (Gas Welding / Oxy-Cutting):
             ใช้กระจกดำเบอร์ 5 ถึง 8 ตามระดับความแรงของเปลวไฟ

🔸 งานเชื่อมอาร์ก (MMA, MIG, TIG):
             ต้องใช้กระจกดำเบอร์ 9 ถึง 12 ขึ้นอยู่กับประเภทและระดับกระแสไฟของงาน

 

ตัวอย่างการเลือกกระจกดำให้เหมาะกับประเภทงานเชื่อม

งานเชื่อมไฟฟ้า (MMA)
  • 30–40 แอมป์ เบอร์ 9
  • 40–80 แอมป์ เบอร์ 10
  • 80–175 แอมป์ เบอร์ 11
  • 175–300 แอมป์ เบอร์ 12

งานเชื่อมมิก (MIG)

  • 40–80 แอมป์ เบอร์ 10
  • 80–125 แอมป์ เบอร์ 11
  • 125–175 แอมป์ เบอร์ 12

งานเชื่อมทิก (TIG)

  • 5–20 แอมป์ เบอร์ 9
  • 20–40 แอมป์ เบอร์ 10
  • 40–100 แอมป์ เบอร์ 11
  • 100–175 แอมป์ เบอร์ 12

             จะเห็นได้ว่าการเชื่อมแบบ TIG ถึงแม้กระแสไฟจะต่ำกว่าแบบอื่น แต่แสงอาร์กมีความเข้มสูงมาก จึงจำเป็นต้องใช้กระจกดำเบอร์เข้มเช่นกัน

กระจกหน้ากากเชื่อม

เลือกหน้ากากเชื่อมให้เหมาะกับงานคุณ! เปรียบเทียบข้อดี-ข้อเสียแบบชัดๆ ก่อนตัดสินใจซื้อ

             ในโลกของช่างเชื่อม หน้ากากเชื่อมถือเป็นอุปกรณ์ที่สำคัญที่สุดชิ้นหนึ่งที่ไม่ควรมองข้ามเลยแม้แต่น้อย เพราะนอกจากจะช่วยป้องกันเศษสะเก็ดไฟที่อาจปลิวใส่หน้าแล้ว ยังทำหน้าที่ป้องกันอันตรายจากแสงอาร์คที่รุนแรง รังสีอินฟราเรด (IR) และรังสีอัลตราไวโอเลต (UV) ที่สามารถทำลายดวงตาและผิวหนังได้อย่างถาวร

             หากคุณกำลังมองหาหน้ากากเชื่อมที่เหมาะกับการใช้งานของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นงานเชื่อมเหล็กทั่วไป เชื่อมสแตนเลส งานเชื่อมท่อ หรือแม้แต่งานศิลป์ที่ต้องการความแม่นยำ บทความนี้จะช่วยให้คุณเข้าใจข้อแตกต่างของหน้ากากเชื่อมแต่ละประเภท และเลือกแบบที่เหมาะกับสไตล์การทำงานของคุณที่สุด

 

หน้ากากเชื่อมมีทั้งหมดกี่ประเภท?

             ปัจจุบันหน้ากากเชื่อมที่วางจำหน่ายในท้องตลาด แบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลัก ๆ ได้แก่
  1. หน้ากากเชื่อมแบบธรรมดา
  2. หน้ากากเชื่อมแบบปรับแสงอัตโนมัติ (Auto Darkening Welding Helmet)

             หน้ากากเชื่อมแต่ละแบบมีข้อดี-ข้อเสียแตกต่างกันออกไป และเหมาะกับผู้ใช้งานแต่ละกลุ่มโดยเฉพาะ มาดูกันทีละแบบว่ามีจุดเด่นอย่างไรบ้าง

1. หน้ากากเชื่อมปรับแสงอัตโนมัติ – ตัวเลือกสุดชาญฉลาดสำหรับมืออาชีพ

             หน้ากากเชื่อมประเภทนี้ถือว่าเป็นรุ่น “ไฮเทค” ของวงการช่างเชื่อม เพราะมาพร้อมเลนส์ที่สามารถเปลี่ยนระดับความเข้มแสงได้เองโดยอัตโนมัติเมื่อเกิดการจุดอาร์ค ทำให้ผู้ใช้งานไม่ต้องยก-คว่ำหน้ากากบ่อยครั้งให้เมื่อยคอ

             เลนส์ของหมวกเชื่อมแบบออโต้มีค่าความเข้มของเฉดสีตั้งแต่ #8 ไปจนถึง #13 ซึ่งเพียงพอต่อการป้องกันแสงจ้าได้ทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการเชื่อมไฟฟ้า เชื่อมแก๊ส หรือเชื่อม MIG/MAG

จุดเด่นที่ควรรู้:

  • ระบบเซ็นเซอร์อาร์ค ทำงานไวมาก ตรวจจับแสงจากการเชื่อมและลดแสงได้ภายในเสี้ยววินาที
  • ให้มุมมองการมองเห็นชัดเจนตลอดเวลา แม้ไม่ได้เชื่อมอยู่ก็ตาม เหมาะกับผู้ที่ต้องการความแม่นยำสูง
  • น้ำหนักเบา กระชับศีรษะ ไม่ทำให้ปวดคอแม้ใช้งานต่อเนื่อง
  • เลนส์กรองแสง UV/IR อัตโนมัติ ปกป้องดวงตาแม้ในสภาพแสงจัด
  • สามารถปรับตั้งค่าเฉดสีและความไวแสงได้เอง บางรุ่นมาพร้อมระบบระบายความร้อน ช่วยลดความร้อนสะสมบริเวณใบหน้า

ข้อเสียที่ต้องพิจารณา:

  • ราคาค่อนข้างสูงกว่ารุ่นธรรมดา
  • ต้องใช้แบตเตอรี่หรือพลังงานจากแผงโซลาร์เซลล์
  • หากชิ้นส่วนภายในเสียหาย เช่น เซ็นเซอร์หรือแผ่นเลนส์ อาจต้องเปลี่ยนใหม่ทั้งชุด
  • เลนส์คุณภาพสูงมีราคาค่อนข้างแพง

             เหมาะสำหรับ: ช่างเชื่อมมืออาชีพ ผู้ที่เชื่อมบ่อย เชื่อมต่อเนื่องหลายชั่วโมงต่อวัน หรือทำงานในอุตสาหกรรมที่ต้องการความแม่นยำสูง

 

2. หน้ากากเชื่อมแบบธรรมดา – ใช้ง่าย ทนทาน ราคาประหยัด

             หน้ากากเชื่อมแบบธรรมดายังคงเป็นตัวเลือกยอดนิยมสำหรับช่างเชื่อมที่ต้องการอุปกรณ์คุณภาพดี ราคาย่อมเยา ใช้งานง่าย และไม่มีระบบไฟฟ้าซับซ้อน

             เลนส์ของหมวกเชื่อมแบบธรรมดามีความทึบตามเฉดสีที่ระบุไว้ โดยต้องใช้การยกหน้ากากขึ้น-ลงเองเพื่อดูชิ้นงานก่อนและหลังเชื่อม ซึ่งอาจจะไม่สะดวกนักในงานที่ต้องเชื่อมบ่อย

จุดเด่นที่ควรรู้:

  • ราคาประหยัดมาก เหมาะกับผู้เริ่มต้นหรือผู้ที่ใช้งานไม่บ่อย
  • โครงสร้างแข็งแรง ทนทานสูง ไม่ต้องกลัวระบบพัง เพราะไม่มีอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์
  • เปลี่ยนเลนส์ได้ง่าย และราคาอะไหล่ไม่แพง
  • ไม่ต้องใช้แบตเตอรี่ ไม่ต้องห่วงเรื่องชาร์จหรือเปลี่ยนถ่าน
  • เลนส์เคลือบสารกรอง UV/IR ป้องกันแสงอันตรายได้

ข้อเสียที่ต้องพิจารณา:

  • ต้องคอยยกหมวกขึ้นลงเอง ทำให้เสียจังหวะการเชื่อม
  • ทำงานในพื้นที่แคบหรือมุมอับยากขึ้น
  • การเคลื่อนไหวขึ้น-ลงของหน้ากากบ่อยๆ อาจทำให้ปวดคอ
  • ไม่เหมาะกับผู้เริ่มต้น เพราะอาจทำให้จุดเชื่อมพลาดได้ง่าย

             เหมาะสำหรับ: ช่างเชื่อมทั่วไป งาน DIY งานซ่อมแซมเล็กน้อย หรือผู้เริ่มต้นฝึกเชื่อม

งานเจียร ตัด ขัด ครบจบที่เรา! การันตียอดขายกว่า 10,000 ร้าน
ใช้เองก็คุ้ม ขายต่อก็ได้ ราคาส่งสุดคุ้ม 💸

  • ⚠️ สต๊อกเหลือน้อยมาก! หากหมดแล้วต้องรอผลิตใหม่ 45–60 วัน
  • ⏰ รอบจัดส่ง ตัดรอบทุกเย็น เวลา 17:00 น.
  • 🚚 ส่งไวทั่วไทย เคอรี่ • ขนส่งเอกชน • J&T
  • 🔥 ลูกค้าสั่งเยอะ สินค้าใกล้หมดจริง!
  • ⚠️ ราคาพิเศษ มีถึงวันนี้เท่านั้น
  • 👉 ทัก LINE: @grade-a หรือกดปุ่มด้านล่างได้เลยค่ะ 😊

โปรด่วน! ก่อนราคากลับปกติ

47
11
32

รีวิวจากผู้ใช้งานจริง

banner
ปรึกษาฟรี!
แนะนำสินค้าที่ใช่สำหรับงานของคุณ
พร้อมให้คำปรึกษาฟรี ตลอดอายุการใช้งาน!
ติดต่อทาง Line
ตอบกลับไวใน 3-5 นาที

หน้ากากเชื่อมโลหะและอะไหล่ Welding Helmet

กระจกดำเชื่อม เบอร์ไหนดี? เลือกผิดเสี่ยง “ตาบอดถาวร” มือใหม่ห้ามพลาด (2025)

             ในโลกของงานเชื่อม ไม่ว่าจะเป็นช่างมืออาชีพหรือมือสมัครเล่น อุปกรณ์ป้องกันตาคือสิ่งที่ไม่ควรมองข้ามโดยเด็ดขาด เพราะดวงตาของเรานั้นไม่มีอะไหล่เปลี่ยนใหม่ หากเกิดความเสียหายจากแสงเชื่อมที่รุนแรง ก็อาจถึงขั้นสูญเสียการมองเห็นอย่างถาวรได้เลยทีเดียว และอุปกรณ์ป้องกันอันดับหนึ่งที่ทุกคนต้องรู้จักก็คือกระจกกันแสงเชื่อม” นั่นเอง

             หลายคนอาจเข้าใจว่าแค่สวมหน้ากากเชื่อมก็พอ แต่รู้หรือไม่ว่า “กระจกดำ” ที่ใช้ในหน้ากากเชื่อมนั้นมีหลายเบอร์ และแต่ละเบอร์ก็มีระดับการกรองแสงที่ต่างกัน หากเลือกผิดเบอร์ ใช้กับงานเชื่อมที่ไม่ตรงประเภทหรือระดับกระแสไฟ ก็ไม่ต่างอะไรกับการเปิดตารับแสงจ้าตรง ๆ โดยไม่ป้องกันเลย!

กระจกเชื่อมดำ

กระจกดำคืออะไร? ทำไมถึงสำคัญนัก?

             กระจกดำ (Welding Filter Lens) เป็นแผ่นกรองแสงที่อยู่ภายในหน้ากากเชื่อม มีหน้าที่กรองแสงอาร์กอันรุนแรงจากการเชื่อม ซึ่งมีทั้งรังสีอินฟราเรด รังสีอัลตราไวโอเลต และแสงที่สว่างจ้าเกินกว่าที่ดวงตามนุษย์จะรับได้โดยปลอดภัย

             หากไม่มีการป้องกันที่ดีพอ ดวงตาอาจเกิดอาการ “แสบตา ร้อนตา น้ำตาไหล หรือเจ็บตาแบบแสบลึก” ภายในไม่กี่ชั่วโมงหลังเชื่อม และหากรับแสงเชื่อมแรง ๆ บ่อยครั้งโดยไม่มีการป้องกัน อาจทำให้ กระจกตาอักเสบ หรือถึงขั้นตาบอดได้เลยทีเดียว

 

กระจกดำแต่ละเบอร์ บ่งบอกอะไร?

             เบอร์ของกระจกดำ หมายถึง “ระดับความเข้มของการกรองแสง” ยิ่งตัวเลขมาก แสงจะผ่านได้น้อย เหมาะกับงานเชื่อมที่ใช้กระแสไฟสูงและให้แสงอาร์กแรง เช่น การเชื่อมเหล็กหนา ๆ หรือการเชื่อมต่อเนื่องเป็นเวลานาน

             โดยทั่วไปกระจกดำจะมีเบอร์ตั้งแต่ เบอร์ 5 ถึง เบอร์ 12 และยังมีกระจกใสที่ใช้ประกบไว้ด้านนอก เพื่อกันเศษสะเก็ดหรือคราบสกปรกไม่ให้โดนกระจกดำโดยตรง

กระจกกันแสงเชื่อม
             หนึ่งในเบอร์ที่ได้รับความนิยมสูงและเหมาะกับงานเชื่อมทั่วไปคือ
กระจกดำเชื่อมเบอร์ 11
ซึ่งออกแบบและพัฒนาให้เป็นกระจกกันแสงเชื่อม “เขียวเข้ม” ที่ช่วยกรองแสงเชื่อมให้เปลี่ยนเป็นแสงสีเขียว ทำให้ขณะทำงานช่างเชื่อมจะไม่รู้สึกแสบตาหรือเมื่อยล้าจากแสงจ้า เหมาะอย่างยิ่งสำหรับงานเชื่อมแก๊ส งานเชื่อมไฟฟ้า งานตัดโลหะ และงานเชื่อมทั่วไปที่มีกระแสไฟระดับกลางถึงสูง

             กระจกเบอร์ 11 นี้ทำหน้าที่ป้องกันดวงตาจากทั้ง รังสีอัลตราไวโอเลต รังสีอินฟราเรด และสะเก็ดไฟ ซึ่งอาจกระเด็นเข้าตาระหว่างการทำงาน เพื่อความปลอดภัยสูงสุดควรใช้งานร่วมกับ แผ่นกันสะเก็ด (กระจกใส) ด้านนอกเสมอ เนื่องจากกระจกกันแสงเชื่อมไม่สามารถทนแรงกระแทกได้โดยตรง หากถูกกระแทกหรือขีดข่วนจะเกิดความเสียหายและลดประสิทธิภาพการกรองแสงลงทันที

กระจกดําเชื่อม

กระจกกันแสงเชื่อม ใช้งานยังไงให้ถูกประเภท? เลือกเบอร์ยังไงไม่ให้พลาด?

🔸 กระจกใส:
             ใช้ซ้อนไว้ด้านหน้ากระจกดำเพื่อกันคราบและสะเก็ด ไม่เกี่ยวกับการกรองแสง

🔹 งานเชื่อมแก๊ส / ตัดแก๊ส (Gas Welding / Oxy-Cutting):
             ใช้กระจกดำเบอร์ 5 ถึง 8 ตามระดับความแรงของเปลวไฟ

🔸 งานเชื่อมอาร์ก (MMA, MIG, TIG):
             ต้องใช้กระจกดำเบอร์ 9 ถึง 12 ขึ้นอยู่กับประเภทและระดับกระแสไฟของงาน

 

ตัวอย่างการเลือกกระจกดำให้เหมาะกับประเภทงานเชื่อม

งานเชื่อมไฟฟ้า (MMA)
  • 30–40 แอมป์ เบอร์ 9
  • 40–80 แอมป์ เบอร์ 10
  • 80–175 แอมป์ เบอร์ 11
  • 175–300 แอมป์ เบอร์ 12

งานเชื่อมมิก (MIG)

  • 40–80 แอมป์ เบอร์ 10
  • 80–125 แอมป์ เบอร์ 11
  • 125–175 แอมป์ เบอร์ 12

งานเชื่อมทิก (TIG)

  • 5–20 แอมป์ เบอร์ 9
  • 20–40 แอมป์ เบอร์ 10
  • 40–100 แอมป์ เบอร์ 11
  • 100–175 แอมป์ เบอร์ 12

             จะเห็นได้ว่าการเชื่อมแบบ TIG ถึงแม้กระแสไฟจะต่ำกว่าแบบอื่น แต่แสงอาร์กมีความเข้มสูงมาก จึงจำเป็นต้องใช้กระจกดำเบอร์เข้มเช่นกัน

กระจกหน้ากากเชื่อม

เลือกหน้ากากเชื่อมให้เหมาะกับงานคุณ! เปรียบเทียบข้อดี-ข้อเสียแบบชัดๆ ก่อนตัดสินใจซื้อ

             ในโลกของช่างเชื่อม หน้ากากเชื่อมถือเป็นอุปกรณ์ที่สำคัญที่สุดชิ้นหนึ่งที่ไม่ควรมองข้ามเลยแม้แต่น้อย เพราะนอกจากจะช่วยป้องกันเศษสะเก็ดไฟที่อาจปลิวใส่หน้าแล้ว ยังทำหน้าที่ป้องกันอันตรายจากแสงอาร์คที่รุนแรง รังสีอินฟราเรด (IR) และรังสีอัลตราไวโอเลต (UV) ที่สามารถทำลายดวงตาและผิวหนังได้อย่างถาวร

             หากคุณกำลังมองหาหน้ากากเชื่อมที่เหมาะกับการใช้งานของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นงานเชื่อมเหล็กทั่วไป เชื่อมสแตนเลส งานเชื่อมท่อ หรือแม้แต่งานศิลป์ที่ต้องการความแม่นยำ บทความนี้จะช่วยให้คุณเข้าใจข้อแตกต่างของหน้ากากเชื่อมแต่ละประเภท และเลือกแบบที่เหมาะกับสไตล์การทำงานของคุณที่สุด

 

หน้ากากเชื่อมมีทั้งหมดกี่ประเภท?

             ปัจจุบันหน้ากากเชื่อมที่วางจำหน่ายในท้องตลาด แบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลัก ๆ ได้แก่
  1. หน้ากากเชื่อมแบบธรรมดา
  2. หน้ากากเชื่อมแบบปรับแสงอัตโนมัติ (Auto Darkening Welding Helmet)

             หน้ากากเชื่อมแต่ละแบบมีข้อดี-ข้อเสียแตกต่างกันออกไป และเหมาะกับผู้ใช้งานแต่ละกลุ่มโดยเฉพาะ มาดูกันทีละแบบว่ามีจุดเด่นอย่างไรบ้าง

1. หน้ากากเชื่อมปรับแสงอัตโนมัติ – ตัวเลือกสุดชาญฉลาดสำหรับมืออาชีพ

             หน้ากากเชื่อมประเภทนี้ถือว่าเป็นรุ่น “ไฮเทค” ของวงการช่างเชื่อม เพราะมาพร้อมเลนส์ที่สามารถเปลี่ยนระดับความเข้มแสงได้เองโดยอัตโนมัติเมื่อเกิดการจุดอาร์ค ทำให้ผู้ใช้งานไม่ต้องยก-คว่ำหน้ากากบ่อยครั้งให้เมื่อยคอ

             เลนส์ของหมวกเชื่อมแบบออโต้มีค่าความเข้มของเฉดสีตั้งแต่ #8 ไปจนถึง #13 ซึ่งเพียงพอต่อการป้องกันแสงจ้าได้ทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการเชื่อมไฟฟ้า เชื่อมแก๊ส หรือเชื่อม MIG/MAG

จุดเด่นที่ควรรู้:

  • ระบบเซ็นเซอร์อาร์ค ทำงานไวมาก ตรวจจับแสงจากการเชื่อมและลดแสงได้ภายในเสี้ยววินาที
  • ให้มุมมองการมองเห็นชัดเจนตลอดเวลา แม้ไม่ได้เชื่อมอยู่ก็ตาม เหมาะกับผู้ที่ต้องการความแม่นยำสูง
  • น้ำหนักเบา กระชับศีรษะ ไม่ทำให้ปวดคอแม้ใช้งานต่อเนื่อง
  • เลนส์กรองแสง UV/IR อัตโนมัติ ปกป้องดวงตาแม้ในสภาพแสงจัด
  • สามารถปรับตั้งค่าเฉดสีและความไวแสงได้เอง บางรุ่นมาพร้อมระบบระบายความร้อน ช่วยลดความร้อนสะสมบริเวณใบหน้า

ข้อเสียที่ต้องพิจารณา:

  • ราคาค่อนข้างสูงกว่ารุ่นธรรมดา
  • ต้องใช้แบตเตอรี่หรือพลังงานจากแผงโซลาร์เซลล์
  • หากชิ้นส่วนภายในเสียหาย เช่น เซ็นเซอร์หรือแผ่นเลนส์ อาจต้องเปลี่ยนใหม่ทั้งชุด
  • เลนส์คุณภาพสูงมีราคาค่อนข้างแพง

             เหมาะสำหรับ: ช่างเชื่อมมืออาชีพ ผู้ที่เชื่อมบ่อย เชื่อมต่อเนื่องหลายชั่วโมงต่อวัน หรือทำงานในอุตสาหกรรมที่ต้องการความแม่นยำสูง

 

2. หน้ากากเชื่อมแบบธรรมดา – ใช้ง่าย ทนทาน ราคาประหยัด

             หน้ากากเชื่อมแบบธรรมดายังคงเป็นตัวเลือกยอดนิยมสำหรับช่างเชื่อมที่ต้องการอุปกรณ์คุณภาพดี ราคาย่อมเยา ใช้งานง่าย และไม่มีระบบไฟฟ้าซับซ้อน

             เลนส์ของหมวกเชื่อมแบบธรรมดามีความทึบตามเฉดสีที่ระบุไว้ โดยต้องใช้การยกหน้ากากขึ้น-ลงเองเพื่อดูชิ้นงานก่อนและหลังเชื่อม ซึ่งอาจจะไม่สะดวกนักในงานที่ต้องเชื่อมบ่อย

จุดเด่นที่ควรรู้:

  • ราคาประหยัดมาก เหมาะกับผู้เริ่มต้นหรือผู้ที่ใช้งานไม่บ่อย
  • โครงสร้างแข็งแรง ทนทานสูง ไม่ต้องกลัวระบบพัง เพราะไม่มีอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์
  • เปลี่ยนเลนส์ได้ง่าย และราคาอะไหล่ไม่แพง
  • ไม่ต้องใช้แบตเตอรี่ ไม่ต้องห่วงเรื่องชาร์จหรือเปลี่ยนถ่าน
  • เลนส์เคลือบสารกรอง UV/IR ป้องกันแสงอันตรายได้

ข้อเสียที่ต้องพิจารณา:

  • ต้องคอยยกหมวกขึ้นลงเอง ทำให้เสียจังหวะการเชื่อม
  • ทำงานในพื้นที่แคบหรือมุมอับยากขึ้น
  • การเคลื่อนไหวขึ้น-ลงของหน้ากากบ่อยๆ อาจทำให้ปวดคอ
  • ไม่เหมาะกับผู้เริ่มต้น เพราะอาจทำให้จุดเชื่อมพลาดได้ง่าย

             เหมาะสำหรับ: ช่างเชื่อมทั่วไป งาน DIY งานซ่อมแซมเล็กน้อย หรือผู้เริ่มต้นฝึกเชื่อม

  • 🛡️ การันตี! ส่งแล้ว ได้รับสินค้าจริง 100% 📦✅
  • 🔥 ลูกค้าโอนจริง ส่งจริงทุกวัน! มีออเดอร์เข้าและจัดส่งต่อเนื่อง 🚚💸
  • ❗ ไม่มีโกง ส่งของจริง ทุกออเดอร์ 📦✔️

รีวิวจากลูกค้า

คำถามที่พบบ่อย

  • มีหน้าร้านไหม

  • บริการส่งผ่าน Grab/LINE/Lalamove

  • ชำระเงินได้ช่องทางไหน

  • เวลาทำการของบริษัท

  • จัดส่งกี่วันถึง จะส่งเมื่อไหร่ ได้ของวันไหน

  • จัดส่งทางไหน ทางขนส่งเอกชน ไปรษณีย์ หรือจัดส่งเอง

  • มีสินค้าจำหน่ายในราคาส่ง

  • สินค้าสั่งผลิต - พรีออเดอร์ จะต้องชำระเงินก่อน 50% ของยอดสั่งซื้อ และชำระ 50% ก่อนจัดส่ง