หัวตัดแก๊ส Gas Cutting Nozzles
หัวตัดแก๊ส VS เลเซอร์ เลือกแบบไหนตัดโลหะได้ดีที่สุด? พร้อมวิธีตัดโลหะที่ช่างมือใหม่ต้องรู้! (2025)
เมื่อพูดถึงงานตัดโลหะ ไม่ว่าจะเป็นในสายงานช่างเชื่อม อุตสาหกรรมก่อสร้าง หรือโรงงานแปรรูปโลหะ หนึ่งในคำถามสำคัญที่มักเกิดขึ้นคือ “ควรเลือกวิธีตัดโลหะแบบไหนดีระหว่าง การตัดด้วยหัวตัดแก๊ส (Gas Cutting) และ การตัดด้วยเลเซอร์ (Laser Cutting)” ทั้งสองเทคโนโลยีนี้มีข้อดีข้อจำกัดที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน ทั้งด้านประสิทธิภาพ ความแม่นยำ ความเร็ว รวมถึงต้นทุน
ในบทความนี้เราจะพาคุณไปรู้จักหัวตัดแก๊สให้ลึกซึ้ง พร้อมเปรียบเทียบกับการตัดด้วยเลเซอร์อย่างละเอียด เพื่อให้คุณสามารถตัดสินใจเลือกใช้อุปกรณ์ตัดโลหะได้อย่างเหมาะสมกับงานของคุณที่สุดกันครับ
หัวตัดแก๊สคืออะไร?
หัวตัดแก๊ส (Gas Cutting Torch) หรือที่หลายคนเรียกกันว่า “นมหนู” เป็นอุปกรณ์ที่ใช้เปลวไฟจากการเผาไหม้ของ แก๊สเชื้อเพลิงร่วมกับออกซิเจน เพื่อสร้างความร้อนสูงจนสามารถละลายและตัดโลหะได้ โดยเฉพาะเหล็กกล้าหนา เหล็กรีดร้อน หรือโครงสร้างเหล็กขนาดใหญ่
วัสดุของหัวตัดมักทำจาก ทองเหลือง หรือ สเตนเลสคุณภาพสูง เพื่อทนความร้อนและการกัดกร่อน ส่วนหัวฉีดเชื่อมต่อกับสายแก๊สและวาล์วควบคุม มีด้ามจับออกแบบมาให้ใช้งานสะดวก ปลอดภัย และควบคุมทิศทางเปลวไฟได้แม่นยำ

หัวตัดแก๊สมีกี่รุ่น? ใช้กับแก๊สประเภทใด?
การเลือกหัวตัดต้องคำนึงถึงชนิดของแก๊สที่ใช้ด้วย เช่น แก๊สออกซิเจนผสมโพรเพน (Oxy-LPG) หรือออกซิเจนผสมอะเซทิลีน (Oxy-Acetylene) ซึ่งแต่ละแบบจะมีหัวตัดเฉพาะที่ออกแบบให้ทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ โดยหัวตัดแก๊สแบ่งตามประเภทของแก๊สเชื้อเพลิงที่ใช้เป็นหลัก ได้แก่
1. แก๊สออกซิเจนผสมโพรเพน (Oxy-LPG)
เหมาะกับงานที่ไม่ต้องการอุณหภูมิสูงมากนัก ใช้ตัดชิ้นงานหนาได้ระดับปานกลาง แก๊สโพรเพนหาง่าย ราคาถูกกว่าอะเซทิลีน มีเปลวไฟที่ยาวกว่าแต่ร้อนน้อยกว่า
รุ่นที่นิยม:
- หัวตัด 6290-NX
- เป็นหัวตัดแบบสองชั้น ให้ความร้อนปานกลาง เหมาะกับงานตัดเหล็กทั่วไป
- ขนาดเบอร์ 0–2:
- เบอร์ 0: ตัดเหล็ก 10–15 มม. ใช้แรงดันออกซิเจน 2.0–3.0 BAR
- เบอร์ 1: ตัดเหล็ก 15–25 มม. ใช้แรงดัน 2.5–3.5 BAR
- เบอร์ 2: ตัดเหล็ก 25–50 มม. ใช้แรงดัน 3.0–4.0 BAR
- หัวตัด 106HC (Auto Gas Cutting Tip)
- ใช้กับแก๊ส LPG/Propane ได้ดี สามารถต่อกับชุดตัด MK-100, MK-150, MK-250 หรือ Handy Auto
- รองรับการตัดตั้งแต่ความหนาน้อยกว่า 5 มม. จนถึง 300 มม. โดยรุ่น #00 ถึง #8 ให้เลือกตามความหนาของเหล็ก ดังนี้
✅106 HC #00 (สำหรับชิ้นงานหนา <5 mm.)
✅106 HC #0 (สำหรับชิ้นงานหนา 5-10 mm.)
✅106 HC #1 (สำหรับชิ้นงานหนา 10-15 mm.)
✅106 HC #2 (สำหรับชิ้นงานหนา 15-30 mm.)
✅106 HC #3 (สำหรับชิ้นงานหนา 30-40 mm.)
✅106 HC #4 (สำหรับชิ้นงานหนา 40-50 mm.)
✅106 HC #5 (สำหรับชิ้นงานหนา 50-100 mm.)
✅106 HC #6 (สำหรับชิ้นงานหนา 100-150 mm.)
✅106 HC #7 (สำหรับชิ้นงานหนา 150-250 mm.)
✅106 HC #8 (สำหรับชิ้นงานหนา 250-300 mm.)

2. แก๊สออกซิเจนผสมอะเซทิลีน (Oxy-Acetylene)
เปลวไฟร้อนกว่า ตัดโลหะได้เร็วกว่าและได้คมตัดที่เรียบร้อยกว่า เหมาะกับงานที่ต้องการความแม่นยำสูง โดยเฉพาะงานอุตสาหกรรมหรือซ่อมบำรุงที่โลหะมีความหนามาก
Oxy-LPG กับ Oxy-Acetylene ต่างกันอย่างไร?
Oxy-LPG (ออกซิเจน + โพรเพน)
- ให้เปลวไฟยาวและนุ่มกว่า เหมาะกับการตัดโลหะหนาเป็นแผ่นใหญ่
- ราคาประหยัด แก๊สหาง่าย เก็บรักษาง่าย
- จุดเด่นคือต้นทุนต่ำ ตัดได้ดีแม้โลหะไม่ต้องการความแม่นสูง
Oxy-Acetylene (ออกซิเจน + อะเซทิลีน)
- ให้เปลวไฟที่ร้อนจัดที่สุดในกลุ่มเชื้อเพลิง (ประมาณ 3,500 °C)
- ให้เปลวไฟแหลม คม แม่นยำ ใช้ตัดได้ทั้งเหล็กหนาและบาง
- เหมาะกับงานที่ต้องการความละเอียดสูง เช่น งานประณีต หรือพื้นที่แคบ
ตัดโลหะด้วยแก๊ส VS ตัดโลหะด้วยเลเซอร์ ต่างกันอย่างไร?
1. การตัดด้วยแก๊ส (Gas Cutting)
เป็นวิธีที่ใช้กันมายาวนาน เหมาะกับการตัดเหล็กหนา และโครงสร้างขนาดใหญ่ โดยเปลวไฟจากการเผาไหม้ของแก๊สจะละลายเหล็ก และแรงดันของออกซิเจนจะพัดเอาเศษโลหะออกจนเกิดรอยตัด
ข้อดี:
- ต้นทุนอุปกรณ์ต่ำ
- ตัดวัสดุหนาได้ดีมาก
- เหมาะกับงานภาคสนาม ไม่ต้องใช้ไฟฟ้าระบบสูง
ข้อเสีย:
- ความแม่นยำต่ำกว่าการตัดแบบอื่น
- เกิดควัน สะเก็ดไฟ ต้องมีระบบระบายอากาศที่ดี
- ไม่เหมาะกับการตัดลวดลายซับซ้อน
2. การตัดด้วยเลเซอร์ (Laser Cutting)
ใช้ลำแสงเลเซอร์พลังงานสูง ยิงจุดโฟกัสเล็กๆ ไปยังวัสดุ ทำให้ละลายและระเหยเป็นไอ ตัดได้ละเอียดมาก เหมาะกับงานที่ต้องการความแม่นยำสูง เช่น งานโลหะแผ่น งานตกแต่ง
ข้อดี:
- ตัดได้เร็ว แม่นยำสูง (คลาดเคลื่อนเพียง +/- 0.15 มม.)
- รอยตัดเรียบ ขอบสวยงาม ไม่มีเสี้ยน
- สามารถตัดวัสดุหลายชนิด ทั้งโลหะและไม่ใช่โลหะ
ข้อเสีย:
- เครื่องมีราคาสูง
- ไม่เหมาะกับวัสดุหนามาก
- ตัดวัสดุสะท้อนแสง (เช่น อลูมิเนียม) ต้องใช้เทคนิคพิเศษ
ประเภทของเลเซอร์ที่ใช้ในงานตัด
- CO2 Laser – เหมาะกับงานตัดทั่วไป งานสลัก
- Nd:YAG Laser – พลังงานสูง ใช้ในงานอุตสาหกรรมที่ต้องการเจาะ คว้าน หรือเชื่อม
- Fiber Laser – เทคโนโลยีใหม่ล่าสุด มีประสิทธิภาพสูง ใช้พลังงานน้อยกว่า
ควรเลือกวิธีตัดโลหะอย่างไรดี?
ให้พิจารณาจาก:
- ความหนาและประเภทของวัสดุ: ถ้าหนาเกิน 20 มม. หัวตัดแก๊สจะได้เปรียบมากกว่า
- ความแม่นยำที่ต้องการ: ถ้าต้องการงานที่มีรายละเอียดสูง เลเซอร์ตอบโจทย์
- ต้นทุนงบประมาณ: หัวตัดแก๊สประหยัดกว่า เหมาะกับผู้เริ่มต้น
- ความเร็วและปริมาณงาน: หากต้องการปริมาณมาก งานเร็ว ใช้เครื่องเลเซอร์แบบอัตโนมัติก็จะคุ้มค่า
สรุป: ตัดโลหะแบบไหน "ดีที่สุด"?
- สำหรับงานทั่วไป ตัดเหล็กหนา ราคาย่อมเยา: ตัดด้วยแก๊ส + หัวตัดคุณภาพดี เช่น 106HC หรือ 6290-NX
- สำหรับงานละเอียด งานตกแต่ง หรือชิ้นงานเฉพาะทาง: ตัดด้วยเลเซอร์ตอบโจทย์ที่สุด
ในบทความนี้เราจะพาคุณไปรู้จักหัวตัดแก๊สให้ลึกซึ้ง พร้อมเปรียบเทียบกับการตัดด้วยเลเซอร์อย่างละเอียด เพื่อให้คุณสามารถตัดสินใจเลือกใช้อุปกรณ์ตัดโลหะได้อย่างเหมาะสมกับงานของคุณที่สุดกันครับ
- เป็นหัวตัดแบบสองชั้น ให้ความร้อนปานกลาง เหมาะกับงานตัดเหล็กทั่วไป
- ขนาดเบอร์ 0–2:
- เบอร์ 0: ตัดเหล็ก 10–15 มม. ใช้แรงดันออกซิเจน 2.0–3.0 BAR
- เบอร์ 1: ตัดเหล็ก 15–25 มม. ใช้แรงดัน 2.5–3.5 BAR
- เบอร์ 2: ตัดเหล็ก 25–50 มม. ใช้แรงดัน 3.0–4.0 BAR
- ใช้กับแก๊ส LPG/Propane ได้ดี สามารถต่อกับชุดตัด MK-100, MK-150, MK-250 หรือ Handy Auto
- รองรับการตัดตั้งแต่ความหนาน้อยกว่า 5 มม. จนถึง 300 มม. โดยรุ่น #00 ถึง #8 ให้เลือกตามความหนาของเหล็ก ดังนี้
✅106 HC #00 (สำหรับชิ้นงานหนา <5 mm.)

งานเจียร ตัด ขัด ครบจบที่เรา! การันตียอดขายกว่า 10,000 ร้าน
ใช้เองก็คุ้ม ขายต่อก็ได้ ราคาส่งสุดคุ้ม 💸
- ⚠️ สต๊อกเหลือน้อยมาก! หากหมดแล้วต้องรอผลิตใหม่ 45–60 วัน
- ⏰ รอบจัดส่ง ตัดรอบทุกเย็น เวลา 17:00 น.
- 🚚 ส่งไวทั่วไทย เคอรี่ • ขนส่งเอกชน • J&T
- 🔥 ลูกค้าสั่งเยอะ สินค้าใกล้หมดจริง!
- ⚠️ ราคาพิเศษ มีถึงวันนี้เท่านั้น
- 👉 ทัก LINE: @grade-a หรือกดปุ่มด้านล่างได้เลยค่ะ 😊
โปรด่วน! ก่อนราคากลับปกติ
รีวิวจากผู้ใช้งานจริง

























พร้อมให้คำปรึกษาฟรี ตลอดอายุการใช้งาน!


หัวตัดแก๊ส Gas Cutting Nozzles
หัวตัดแก๊ส VS เลเซอร์ เลือกแบบไหนตัดโลหะได้ดีที่สุด? พร้อมวิธีตัดโลหะที่ช่างมือใหม่ต้องรู้! (2025)
เมื่อพูดถึงงานตัดโลหะ ไม่ว่าจะเป็นในสายงานช่างเชื่อม อุตสาหกรรมก่อสร้าง หรือโรงงานแปรรูปโลหะ หนึ่งในคำถามสำคัญที่มักเกิดขึ้นคือ “ควรเลือกวิธีตัดโลหะแบบไหนดีระหว่าง การตัดด้วยหัวตัดแก๊ส (Gas Cutting) และ การตัดด้วยเลเซอร์ (Laser Cutting)” ทั้งสองเทคโนโลยีนี้มีข้อดีข้อจำกัดที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน ทั้งด้านประสิทธิภาพ ความแม่นยำ ความเร็ว รวมถึงต้นทุน
ในบทความนี้เราจะพาคุณไปรู้จักหัวตัดแก๊สให้ลึกซึ้ง พร้อมเปรียบเทียบกับการตัดด้วยเลเซอร์อย่างละเอียด เพื่อให้คุณสามารถตัดสินใจเลือกใช้อุปกรณ์ตัดโลหะได้อย่างเหมาะสมกับงานของคุณที่สุดกันครับ
หัวตัดแก๊สคืออะไร?
หัวตัดแก๊ส (Gas Cutting Torch) หรือที่หลายคนเรียกกันว่า “นมหนู” เป็นอุปกรณ์ที่ใช้เปลวไฟจากการเผาไหม้ของ แก๊สเชื้อเพลิงร่วมกับออกซิเจน เพื่อสร้างความร้อนสูงจนสามารถละลายและตัดโลหะได้ โดยเฉพาะเหล็กกล้าหนา เหล็กรีดร้อน หรือโครงสร้างเหล็กขนาดใหญ่
วัสดุของหัวตัดมักทำจาก ทองเหลือง หรือ สเตนเลสคุณภาพสูง เพื่อทนความร้อนและการกัดกร่อน ส่วนหัวฉีดเชื่อมต่อกับสายแก๊สและวาล์วควบคุม มีด้ามจับออกแบบมาให้ใช้งานสะดวก ปลอดภัย และควบคุมทิศทางเปลวไฟได้แม่นยำ

หัวตัดแก๊สมีกี่รุ่น? ใช้กับแก๊สประเภทใด?
การเลือกหัวตัดต้องคำนึงถึงชนิดของแก๊สที่ใช้ด้วย เช่น แก๊สออกซิเจนผสมโพรเพน (Oxy-LPG) หรือออกซิเจนผสมอะเซทิลีน (Oxy-Acetylene) ซึ่งแต่ละแบบจะมีหัวตัดเฉพาะที่ออกแบบให้ทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ โดยหัวตัดแก๊สแบ่งตามประเภทของแก๊สเชื้อเพลิงที่ใช้เป็นหลัก ได้แก่
1. แก๊สออกซิเจนผสมโพรเพน (Oxy-LPG)
เหมาะกับงานที่ไม่ต้องการอุณหภูมิสูงมากนัก ใช้ตัดชิ้นงานหนาได้ระดับปานกลาง แก๊สโพรเพนหาง่าย ราคาถูกกว่าอะเซทิลีน มีเปลวไฟที่ยาวกว่าแต่ร้อนน้อยกว่า
รุ่นที่นิยม:
- หัวตัด 6290-NX
- เป็นหัวตัดแบบสองชั้น ให้ความร้อนปานกลาง เหมาะกับงานตัดเหล็กทั่วไป
- ขนาดเบอร์ 0–2:
- เบอร์ 0: ตัดเหล็ก 10–15 มม. ใช้แรงดันออกซิเจน 2.0–3.0 BAR
- เบอร์ 1: ตัดเหล็ก 15–25 มม. ใช้แรงดัน 2.5–3.5 BAR
- เบอร์ 2: ตัดเหล็ก 25–50 มม. ใช้แรงดัน 3.0–4.0 BAR
- หัวตัด 106HC (Auto Gas Cutting Tip)
- ใช้กับแก๊ส LPG/Propane ได้ดี สามารถต่อกับชุดตัด MK-100, MK-150, MK-250 หรือ Handy Auto
- รองรับการตัดตั้งแต่ความหนาน้อยกว่า 5 มม. จนถึง 300 มม. โดยรุ่น #00 ถึง #8 ให้เลือกตามความหนาของเหล็ก ดังนี้
✅106 HC #00 (สำหรับชิ้นงานหนา <5 mm.)
✅106 HC #0 (สำหรับชิ้นงานหนา 5-10 mm.)
✅106 HC #1 (สำหรับชิ้นงานหนา 10-15 mm.)
✅106 HC #2 (สำหรับชิ้นงานหนา 15-30 mm.)
✅106 HC #3 (สำหรับชิ้นงานหนา 30-40 mm.)
✅106 HC #4 (สำหรับชิ้นงานหนา 40-50 mm.)
✅106 HC #5 (สำหรับชิ้นงานหนา 50-100 mm.)
✅106 HC #6 (สำหรับชิ้นงานหนา 100-150 mm.)
✅106 HC #7 (สำหรับชิ้นงานหนา 150-250 mm.)
✅106 HC #8 (สำหรับชิ้นงานหนา 250-300 mm.)

2. แก๊สออกซิเจนผสมอะเซทิลีน (Oxy-Acetylene)
เปลวไฟร้อนกว่า ตัดโลหะได้เร็วกว่าและได้คมตัดที่เรียบร้อยกว่า เหมาะกับงานที่ต้องการความแม่นยำสูง โดยเฉพาะงานอุตสาหกรรมหรือซ่อมบำรุงที่โลหะมีความหนามาก
Oxy-LPG กับ Oxy-Acetylene ต่างกันอย่างไร?
Oxy-LPG (ออกซิเจน + โพรเพน)
- ให้เปลวไฟยาวและนุ่มกว่า เหมาะกับการตัดโลหะหนาเป็นแผ่นใหญ่
- ราคาประหยัด แก๊สหาง่าย เก็บรักษาง่าย
- จุดเด่นคือต้นทุนต่ำ ตัดได้ดีแม้โลหะไม่ต้องการความแม่นสูง
Oxy-Acetylene (ออกซิเจน + อะเซทิลีน)
- ให้เปลวไฟที่ร้อนจัดที่สุดในกลุ่มเชื้อเพลิง (ประมาณ 3,500 °C)
- ให้เปลวไฟแหลม คม แม่นยำ ใช้ตัดได้ทั้งเหล็กหนาและบาง
- เหมาะกับงานที่ต้องการความละเอียดสูง เช่น งานประณีต หรือพื้นที่แคบ
ตัดโลหะด้วยแก๊ส VS ตัดโลหะด้วยเลเซอร์ ต่างกันอย่างไร?
1. การตัดด้วยแก๊ส (Gas Cutting)
เป็นวิธีที่ใช้กันมายาวนาน เหมาะกับการตัดเหล็กหนา และโครงสร้างขนาดใหญ่ โดยเปลวไฟจากการเผาไหม้ของแก๊สจะละลายเหล็ก และแรงดันของออกซิเจนจะพัดเอาเศษโลหะออกจนเกิดรอยตัด
ข้อดี:
- ต้นทุนอุปกรณ์ต่ำ
- ตัดวัสดุหนาได้ดีมาก
- เหมาะกับงานภาคสนาม ไม่ต้องใช้ไฟฟ้าระบบสูง
ข้อเสีย:
- ความแม่นยำต่ำกว่าการตัดแบบอื่น
- เกิดควัน สะเก็ดไฟ ต้องมีระบบระบายอากาศที่ดี
- ไม่เหมาะกับการตัดลวดลายซับซ้อน
2. การตัดด้วยเลเซอร์ (Laser Cutting)
ใช้ลำแสงเลเซอร์พลังงานสูง ยิงจุดโฟกัสเล็กๆ ไปยังวัสดุ ทำให้ละลายและระเหยเป็นไอ ตัดได้ละเอียดมาก เหมาะกับงานที่ต้องการความแม่นยำสูง เช่น งานโลหะแผ่น งานตกแต่ง
ข้อดี:
- ตัดได้เร็ว แม่นยำสูง (คลาดเคลื่อนเพียง +/- 0.15 มม.)
- รอยตัดเรียบ ขอบสวยงาม ไม่มีเสี้ยน
- สามารถตัดวัสดุหลายชนิด ทั้งโลหะและไม่ใช่โลหะ
ข้อเสีย:
- เครื่องมีราคาสูง
- ไม่เหมาะกับวัสดุหนามาก
- ตัดวัสดุสะท้อนแสง (เช่น อลูมิเนียม) ต้องใช้เทคนิคพิเศษ
ประเภทของเลเซอร์ที่ใช้ในงานตัด
- CO2 Laser – เหมาะกับงานตัดทั่วไป งานสลัก
- Nd:YAG Laser – พลังงานสูง ใช้ในงานอุตสาหกรรมที่ต้องการเจาะ คว้าน หรือเชื่อม
- Fiber Laser – เทคโนโลยีใหม่ล่าสุด มีประสิทธิภาพสูง ใช้พลังงานน้อยกว่า
ควรเลือกวิธีตัดโลหะอย่างไรดี?
ให้พิจารณาจาก:
- ความหนาและประเภทของวัสดุ: ถ้าหนาเกิน 20 มม. หัวตัดแก๊สจะได้เปรียบมากกว่า
- ความแม่นยำที่ต้องการ: ถ้าต้องการงานที่มีรายละเอียดสูง เลเซอร์ตอบโจทย์
- ต้นทุนงบประมาณ: หัวตัดแก๊สประหยัดกว่า เหมาะกับผู้เริ่มต้น
- ความเร็วและปริมาณงาน: หากต้องการปริมาณมาก งานเร็ว ใช้เครื่องเลเซอร์แบบอัตโนมัติก็จะคุ้มค่า
สรุป: ตัดโลหะแบบไหน "ดีที่สุด"?
- สำหรับงานทั่วไป ตัดเหล็กหนา ราคาย่อมเยา: ตัดด้วยแก๊ส + หัวตัดคุณภาพดี เช่น 106HC หรือ 6290-NX
- สำหรับงานละเอียด งานตกแต่ง หรือชิ้นงานเฉพาะทาง: ตัดด้วยเลเซอร์ตอบโจทย์ที่สุด
ในบทความนี้เราจะพาคุณไปรู้จักหัวตัดแก๊สให้ลึกซึ้ง พร้อมเปรียบเทียบกับการตัดด้วยเลเซอร์อย่างละเอียด เพื่อให้คุณสามารถตัดสินใจเลือกใช้อุปกรณ์ตัดโลหะได้อย่างเหมาะสมกับงานของคุณที่สุดกันครับ
- เป็นหัวตัดแบบสองชั้น ให้ความร้อนปานกลาง เหมาะกับงานตัดเหล็กทั่วไป
- ขนาดเบอร์ 0–2:
- เบอร์ 0: ตัดเหล็ก 10–15 มม. ใช้แรงดันออกซิเจน 2.0–3.0 BAR
- เบอร์ 1: ตัดเหล็ก 15–25 มม. ใช้แรงดัน 2.5–3.5 BAR
- เบอร์ 2: ตัดเหล็ก 25–50 มม. ใช้แรงดัน 3.0–4.0 BAR
- ใช้กับแก๊ส LPG/Propane ได้ดี สามารถต่อกับชุดตัด MK-100, MK-150, MK-250 หรือ Handy Auto
- รองรับการตัดตั้งแต่ความหนาน้อยกว่า 5 มม. จนถึง 300 มม. โดยรุ่น #00 ถึง #8 ให้เลือกตามความหนาของเหล็ก ดังนี้
✅106 HC #00 (สำหรับชิ้นงานหนา <5 mm.)

รีวิวจากลูกค้า






























คำถามที่พบบ่อย
มีหน้าร้านไหม
บริการส่งผ่าน Grab/LINE/Lalamove
ชำระเงินได้ช่องทางไหน
เวลาทำการของบริษัท
จัดส่งกี่วันถึง จะส่งเมื่อไหร่ ได้ของวันไหน
จัดส่งทางไหน ทางขนส่งเอกชน ไปรษณีย์ หรือจัดส่งเอง

มีสินค้าจำหน่ายในราคาส่ง
สินค้าสั่งผลิต - พรีออเดอร์ จะต้องชำระเงินก่อน 50% ของยอดสั่งซื้อ และชำระ 50% ก่อนจัดส่ง





