อุปกรณ์ตัดพลาสม่า อะไหล่ CUTTING TORCH & ACCESSORIES
เครื่องตัดพลาสม่า ตั้งค่ายังไงให้ตัดสวย เสถียร แบบช่างมือโปร! (2025)
เครื่องตัดพลาสม่า (Plasma Cutting Machine) เป็นอุปกรณ์ที่หลายโรงงานและช่างโลหะเลือกใช้เพราะตัดได้รวดเร็ว แนวตัดเรียบ และรองรับวัสดุหลากหลาย แต่สิ่งหนึ่งที่หลายคนมองข้ามคือ “ลม” หรือแรงดันอากาศที่ใช้ขณะตัด ซึ่งมีผลอย่างมากต่อคุณภาพงานและอายุการใช้งานของหัวตัด
หลายคนอาจสงสัยว่า ถ้าลมไม่พอ เครื่องจะพังไหม? หรือแค่ตัดช้าลง? คำตอบคือ… ไม่ใช่แค่ตัดช้า แต่ยังเสี่ยงทำให้หัวตัดพังเร็วอย่างไม่น่าเชื่อ มาดูตัวอย่างกันชัดๆ
ตัวอย่างที่ 1: ลมต่ำกว่ามาตรฐาน
ตั้งค่าลมเพียง 0.2 Mpa และใช้กระแสตัด 40 แอมป์
- เสียงลมขณะตัดจะเบากว่าปกติ
- กระแสไฟขณะตัดสะดุด
- แนวตัดเอียงมาก และต้องใช้เวลาตัดนานขึ้น
ผลลัพธ์คือ งานออกมาไม่เรียบ และหัวตัดพลาสม่าร้อนสะสมมากกว่าปกติ
ตัวอย่างที่ 2: ลมตามมาตรฐาน
ตั้งค่าลม 0.5 Mpa และใช้ลม 50 ลิตร/นาที
- เสียงตัดเสถียรและต่อเนื่อง
- แนวตัดตรงและเรียบ
- สามารถเร่งความเร็วในการตัดได้โดยไม่เสียคุณภาพงาน
ทำไมลมถึงสำคัญกับเครื่องตัดพลาสม่าขนาดนี้?
ในเครื่องตัดพลาสม่า ลมมีหน้าที่หลักคือ เป่าเศษโลหะและป้องกันความร้อนสะสม ที่หัวตัด หากลมไม่พอ เศษโลหะจะสะสมตรงหัวตัดมากขึ้น ทำให้หัวร้อนจัดจนชิ้นส่วนภายในสึกหรอเร็ว และสุดท้ายก็ต้องเปลี่ยนหัวใหม่ก่อนเวลาอันควร
สรุปง่ายๆ จำไว้ว่า
“ลมน้อย ตัดไม่สวย เปลืองหัว”
ถ้าคุณอยากให้เครื่องตัดพลาสม่าของคุณทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ และหัวตัดอยู่กับคุณไปนานๆ อย่าประหยัดลม เพราะสุดท้ายค่าเปลี่ยนหัวใหม่จะทำให้คุณเสียเงินมากกว่าค่าลมที่ประหยัดไปแน่นอน

คู่มือตั้งค่ากระแส “เครื่องตัดพลาสม่า” ให้เหมาะกับงาน – ตัดสวย ตัดขาด แบบมืออาชีพ
การตั้งค่ากระแสไฟและรู้ขีดจำกัดของเครื่องตัดพลาสม่าเป็นสิ่งสำคัญมาก เพราะจะช่วยให้เราได้แนวตัดที่คมสวย และป้องกันการสึกหรอของหัวตัดเร็วกว่าปกติ ตารางแนะนำนี้บอกให้เรารู้ว่ากระแสแต่ละระดับสามารถตัดวัสดุชนิดต่างๆ ได้หนาสุดเท่าไหร่ ทั้งในแบบ “ตัดสวย” และ “ตัดขาด”
กระแส 40 แอมป์ – งานชิ้นบาง-กลาง
เหมาะสำหรับงานตัดเหล็กหนาสุด 12 มม. (ตัดขาด) และได้แนวตัดสวยที่ 10 มม.
- สแตนเลส: ตัดขาดได้ 10 มม. และตัดสวยที่ 8 มม.
- อลูมิเนียม: ตัดขาดได้ 8 มม. และตัดสวยที่ 6 มม.
เหมาะกับงานช่างซ่อมบำรุง งานโครงสร้างเล็ก และงานตัดชิ้นส่วนทั่วไป
กระแส 60 แอมป์ – งานชิ้นหนาปานกลาง
รองรับการตัดเหล็กได้หนาสุด 25 มม. (ตัดขาด) และตัดสวยที่ 20 มม.
- สแตนเลส: ตัดขาดได้ 20 มม. และตัดสวยที่ 16 มม.
- อลูมิเนียม: ตัดขาดได้ 15 มม. และตัดสวยที่ 10 มม.
เหมาะกับงานโครงสร้างขนาดกลางถึงใหญ่ หรืองานผลิตชิ้นส่วนที่ต้องการความแม่นยำ
กระแส 100 แอมป์ – งานชิ้นหนาพิเศษ
สามารถตัดเหล็กได้หนาถึง 35 มม. (ตัดขาด) และตัดสวยที่ 30 มม.
- สแตนเลส: ตัดขาดได้ 30 มม. และตัดสวยที่ 25 มม.
- อลูมิเนียม: ตัดขาดได้ 25 มม. และตัดสวยที่ 20 มม.
เหมาะกับงานอุตสาหกรรมหนัก หรืองานผลิตที่ต้องตัดชิ้นงานหนามากๆ ให้ได้ความเรียบเนียนสูง

ทำความรู้จักกับเครื่องตัดพลาสม่า (Plasma Cutting)
เครื่องตัดพลาสม่า หรือที่หลายคนเรียกกันว่า เครื่อง CUT หรือ ตู้ CUT คือเครื่องมือช่างที่ใช้ลมอัดร่วมกับพลังงานไฟฟ้าในการสร้างพลาสม่าอาร์ค เพื่อตัดโลหะได้ทุกชนิด ตั้งแต่แผ่นบางเพียงไม่กี่มิลลิเมตร ไปจนถึงโลหะหนาสูงสุดราว 4 นิ้ว ไม่ว่าจะเป็น อลูมิเนียม, คาร์บอน, สเตนเลส, ทองแดง, ทองเหลือง, บรอนซ์นิกเกิลอัลลอย, เซอร์โครเมียม หรือโลหะชนิดอื่น ๆ
ด้วยความสามารถที่ครอบคลุม เครื่องตัดพลาสม่าจึงถูกนำไปใช้ทั้งใน งานอุตสาหกรรมโลหะ, งานประกอบโครงสร้าง, งานสถาปัตยกรรม, งานซ่อมบำรุง, งานยานยนต์, ศิลปะโลหะ ไปจนถึง งานบ้าน, งานอดิเรก และงาน DIY
จุดเริ่มต้นของเทคโนโลยีพลาสม่า
ย้อนกลับไปปี พ.ศ. 2503 ในสหรัฐอเมริกา มีการวิจัยหาวิธีตัดเหล็กอ่อนที่เร็วและมีประสิทธิภาพ โดยการใช้ออกซิเจนจากอากาศเพิ่มพลังงาน ทำให้ความเร็วการตัดเพิ่มขึ้นถึง 25% เมื่อเทียบกับการใช้ไนโตรเจน
ในช่วงแรกเทคโนโลยีนี้ใช้ได้เฉพาะ สแตนเลสและอลูมิเนียม เพราะคุณภาพยังไม่ดีพอสำหรับโลหะชนิดอื่น แต่ไม่นานนัก Richard W. Couch Jr. และทีม Hypertherm ก็ได้พัฒนานวัตกรรมสำคัญ คือการสร้างอาร์คในพื้นที่แคบและป้องกันการเกิด Double Arc ด้วยเทคนิคการ ฉีดน้ำเข้าสู่กระบวนการตัด
น้ำที่ฉีดเข้าไปจะสร้างชั้นไอน้ำที่เรียกว่า "Linden Frost Layer" ทำหน้าที่เป็นฉนวนความร้อนระหว่างเจ็ตพลาสม่าและน้ำ ส่งผลให้อุณหภูมิสูงขึ้นถึง 9 เท่าของผิวดวงอาทิตย์ และเพิ่มความเร็วในการตัด พร้อมให้รอยตัดที่คมและเหลี่ยมชัดกว่าเดิม
หลักการทำงานของเครื่องตัดพลาสม่า
- ลมอัดหรือแก๊ส จะถูกส่งผ่านหัวทอร์ช
- อากาศถูกบีบให้ผ่านรูเล็กและหมุนเป็นเกลียวไปยัง Electrode
- กระแสไฟฟ้ากระแสตรงและแรงดันสูงถูกจ่ายเข้าไป ทำให้เกิดการอาร์ค
- อากาศรอบ ๆ หัวอิเล็กโทรดแตกตัวกลายเป็น พลาสม่า ที่มีอุณหภูมิสูงมาก
- พลาสม่านี้จะพุ่งออกมาตัดชิ้นงานโลหะอย่างรวดเร็วและแม่นยำ
ข้อดีของการตัดพลาสม่า
- ตัดโลหะนำไฟฟ้าได้ทุกชนิด
- เริ่มตัดได้ทันทีโดยไม่ต้อง Preheat
- ใช้งานง่าย เหมาะกับมือใหม่
- เร็วกว่าการตัดแก๊ส โดยเฉพาะชิ้นงานหนาน้อยกว่า 1 นิ้ว
- ใช้ลมอัดทั่วไปได้ ประหยัดและหาง่าย
- ปลอดภัยกว่าการตัดแก๊ส
- รอยตัดสวย สูญเสียเนื้อน้อย
- ตัดโค้ง เว้า หรือลวดลายซับซ้อนได้ดี
- ความร้อนสะสมต่ำ ลดการบิดงอของชิ้นงาน
ข้อจำกัดและข้อควรระวังของเครื่องตัดพลาสม่า
- ตัดชิ้นงานหนามากกว่า 1 นิ้วต้องใช้เครื่องกำลังสูง (ราคาสูง)
- อะไหล่สิ้นเปลืองต้องเปลี่ยนบ่อย
- ต้องมีลมอัดหรือแก๊ส และกระแสไฟฟ้า
- เสี่ยงอันตรายจากไฟฟ้า ควัน และไอโลหะ
- เสียงดังเมื่อตัดโลหะหนา
- ควบคุมให้เส้นตัดตรงยากหากไม่มีระบบชดเชยร่องตัดใน CNC
ผลลัพธ์คือ งานออกมาไม่เรียบ และหัวตัดพลาสม่าร้อนสะสมมากกว่าปกติ


เหมาะกับงานช่างซ่อมบำรุง งานโครงสร้างเล็ก และงานตัดชิ้นส่วนทั่วไป
เหมาะกับงานโครงสร้างขนาดกลางถึงใหญ่ หรืองานผลิตชิ้นส่วนที่ต้องการความแม่นยำ
เหมาะกับงานอุตสาหกรรมหนัก หรืองานผลิตที่ต้องตัดชิ้นงานหนามากๆ ให้ได้ความเรียบเนียนสูง

งานเจียร ตัด ขัด ครบจบที่เรา! การันตียอดขายกว่า 10,000 ร้าน
ใช้เองก็คุ้ม ขายต่อก็ได้ ราคาส่งสุดคุ้ม 💸
- ⚠️ สต๊อกเหลือน้อยมาก! หากหมดแล้วต้องรอผลิตใหม่ 45–60 วัน
- ⏰ รอบจัดส่ง ตัดรอบทุกเย็น เวลา 17:00 น.
- 🚚 ส่งไวทั่วไทย เคอรี่ • ขนส่งเอกชน • J&T
- 🔥 ลูกค้าสั่งเยอะ สินค้าใกล้หมดจริง!
- ⚠️ ราคาพิเศษ มีถึงวันนี้เท่านั้น
- 👉 ทัก LINE: @grade-a หรือกดปุ่มด้านล่างได้เลยค่ะ 😊
โปรด่วน! ก่อนราคากลับปกติ
รีวิวจากผู้ใช้งานจริง

























พร้อมให้คำปรึกษาฟรี ตลอดอายุการใช้งาน!


อุปกรณ์ตัดพลาสม่า อะไหล่ CUTTING TORCH & ACCESSORIES
เครื่องตัดพลาสม่า ตั้งค่ายังไงให้ตัดสวย เสถียร แบบช่างมือโปร! (2025)
เครื่องตัดพลาสม่า (Plasma Cutting Machine) เป็นอุปกรณ์ที่หลายโรงงานและช่างโลหะเลือกใช้เพราะตัดได้รวดเร็ว แนวตัดเรียบ และรองรับวัสดุหลากหลาย แต่สิ่งหนึ่งที่หลายคนมองข้ามคือ “ลม” หรือแรงดันอากาศที่ใช้ขณะตัด ซึ่งมีผลอย่างมากต่อคุณภาพงานและอายุการใช้งานของหัวตัด
หลายคนอาจสงสัยว่า ถ้าลมไม่พอ เครื่องจะพังไหม? หรือแค่ตัดช้าลง? คำตอบคือ… ไม่ใช่แค่ตัดช้า แต่ยังเสี่ยงทำให้หัวตัดพังเร็วอย่างไม่น่าเชื่อ มาดูตัวอย่างกันชัดๆ
ตัวอย่างที่ 1: ลมต่ำกว่ามาตรฐาน
ตั้งค่าลมเพียง 0.2 Mpa และใช้กระแสตัด 40 แอมป์
- เสียงลมขณะตัดจะเบากว่าปกติ
- กระแสไฟขณะตัดสะดุด
- แนวตัดเอียงมาก และต้องใช้เวลาตัดนานขึ้น
ผลลัพธ์คือ งานออกมาไม่เรียบ และหัวตัดพลาสม่าร้อนสะสมมากกว่าปกติ
ตัวอย่างที่ 2: ลมตามมาตรฐาน
ตั้งค่าลม 0.5 Mpa และใช้ลม 50 ลิตร/นาที
- เสียงตัดเสถียรและต่อเนื่อง
- แนวตัดตรงและเรียบ
- สามารถเร่งความเร็วในการตัดได้โดยไม่เสียคุณภาพงาน
ทำไมลมถึงสำคัญกับเครื่องตัดพลาสม่าขนาดนี้?
ในเครื่องตัดพลาสม่า ลมมีหน้าที่หลักคือ เป่าเศษโลหะและป้องกันความร้อนสะสม ที่หัวตัด หากลมไม่พอ เศษโลหะจะสะสมตรงหัวตัดมากขึ้น ทำให้หัวร้อนจัดจนชิ้นส่วนภายในสึกหรอเร็ว และสุดท้ายก็ต้องเปลี่ยนหัวใหม่ก่อนเวลาอันควร
สรุปง่ายๆ จำไว้ว่า
“ลมน้อย ตัดไม่สวย เปลืองหัว”
ถ้าคุณอยากให้เครื่องตัดพลาสม่าของคุณทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ และหัวตัดอยู่กับคุณไปนานๆ อย่าประหยัดลม เพราะสุดท้ายค่าเปลี่ยนหัวใหม่จะทำให้คุณเสียเงินมากกว่าค่าลมที่ประหยัดไปแน่นอน

คู่มือตั้งค่ากระแส “เครื่องตัดพลาสม่า” ให้เหมาะกับงาน – ตัดสวย ตัดขาด แบบมืออาชีพ
การตั้งค่ากระแสไฟและรู้ขีดจำกัดของเครื่องตัดพลาสม่าเป็นสิ่งสำคัญมาก เพราะจะช่วยให้เราได้แนวตัดที่คมสวย และป้องกันการสึกหรอของหัวตัดเร็วกว่าปกติ ตารางแนะนำนี้บอกให้เรารู้ว่ากระแสแต่ละระดับสามารถตัดวัสดุชนิดต่างๆ ได้หนาสุดเท่าไหร่ ทั้งในแบบ “ตัดสวย” และ “ตัดขาด”
กระแส 40 แอมป์ – งานชิ้นบาง-กลาง
เหมาะสำหรับงานตัดเหล็กหนาสุด 12 มม. (ตัดขาด) และได้แนวตัดสวยที่ 10 มม.
- สแตนเลส: ตัดขาดได้ 10 มม. และตัดสวยที่ 8 มม.
- อลูมิเนียม: ตัดขาดได้ 8 มม. และตัดสวยที่ 6 มม.
เหมาะกับงานช่างซ่อมบำรุง งานโครงสร้างเล็ก และงานตัดชิ้นส่วนทั่วไป
กระแส 60 แอมป์ – งานชิ้นหนาปานกลาง
รองรับการตัดเหล็กได้หนาสุด 25 มม. (ตัดขาด) และตัดสวยที่ 20 มม.
- สแตนเลส: ตัดขาดได้ 20 มม. และตัดสวยที่ 16 มม.
- อลูมิเนียม: ตัดขาดได้ 15 มม. และตัดสวยที่ 10 มม.
เหมาะกับงานโครงสร้างขนาดกลางถึงใหญ่ หรืองานผลิตชิ้นส่วนที่ต้องการความแม่นยำ
กระแส 100 แอมป์ – งานชิ้นหนาพิเศษ
สามารถตัดเหล็กได้หนาถึง 35 มม. (ตัดขาด) และตัดสวยที่ 30 มม.
- สแตนเลส: ตัดขาดได้ 30 มม. และตัดสวยที่ 25 มม.
- อลูมิเนียม: ตัดขาดได้ 25 มม. และตัดสวยที่ 20 มม.
เหมาะกับงานอุตสาหกรรมหนัก หรืองานผลิตที่ต้องตัดชิ้นงานหนามากๆ ให้ได้ความเรียบเนียนสูง

ทำความรู้จักกับเครื่องตัดพลาสม่า (Plasma Cutting)
เครื่องตัดพลาสม่า หรือที่หลายคนเรียกกันว่า เครื่อง CUT หรือ ตู้ CUT คือเครื่องมือช่างที่ใช้ลมอัดร่วมกับพลังงานไฟฟ้าในการสร้างพลาสม่าอาร์ค เพื่อตัดโลหะได้ทุกชนิด ตั้งแต่แผ่นบางเพียงไม่กี่มิลลิเมตร ไปจนถึงโลหะหนาสูงสุดราว 4 นิ้ว ไม่ว่าจะเป็น อลูมิเนียม, คาร์บอน, สเตนเลส, ทองแดง, ทองเหลือง, บรอนซ์นิกเกิลอัลลอย, เซอร์โครเมียม หรือโลหะชนิดอื่น ๆ
ด้วยความสามารถที่ครอบคลุม เครื่องตัดพลาสม่าจึงถูกนำไปใช้ทั้งใน งานอุตสาหกรรมโลหะ, งานประกอบโครงสร้าง, งานสถาปัตยกรรม, งานซ่อมบำรุง, งานยานยนต์, ศิลปะโลหะ ไปจนถึง งานบ้าน, งานอดิเรก และงาน DIY
จุดเริ่มต้นของเทคโนโลยีพลาสม่า
ย้อนกลับไปปี พ.ศ. 2503 ในสหรัฐอเมริกา มีการวิจัยหาวิธีตัดเหล็กอ่อนที่เร็วและมีประสิทธิภาพ โดยการใช้ออกซิเจนจากอากาศเพิ่มพลังงาน ทำให้ความเร็วการตัดเพิ่มขึ้นถึง 25% เมื่อเทียบกับการใช้ไนโตรเจน
ในช่วงแรกเทคโนโลยีนี้ใช้ได้เฉพาะ สแตนเลสและอลูมิเนียม เพราะคุณภาพยังไม่ดีพอสำหรับโลหะชนิดอื่น แต่ไม่นานนัก Richard W. Couch Jr. และทีม Hypertherm ก็ได้พัฒนานวัตกรรมสำคัญ คือการสร้างอาร์คในพื้นที่แคบและป้องกันการเกิด Double Arc ด้วยเทคนิคการ ฉีดน้ำเข้าสู่กระบวนการตัด
น้ำที่ฉีดเข้าไปจะสร้างชั้นไอน้ำที่เรียกว่า "Linden Frost Layer" ทำหน้าที่เป็นฉนวนความร้อนระหว่างเจ็ตพลาสม่าและน้ำ ส่งผลให้อุณหภูมิสูงขึ้นถึง 9 เท่าของผิวดวงอาทิตย์ และเพิ่มความเร็วในการตัด พร้อมให้รอยตัดที่คมและเหลี่ยมชัดกว่าเดิม
หลักการทำงานของเครื่องตัดพลาสม่า
- ลมอัดหรือแก๊ส จะถูกส่งผ่านหัวทอร์ช
- อากาศถูกบีบให้ผ่านรูเล็กและหมุนเป็นเกลียวไปยัง Electrode
- กระแสไฟฟ้ากระแสตรงและแรงดันสูงถูกจ่ายเข้าไป ทำให้เกิดการอาร์ค
- อากาศรอบ ๆ หัวอิเล็กโทรดแตกตัวกลายเป็น พลาสม่า ที่มีอุณหภูมิสูงมาก
- พลาสม่านี้จะพุ่งออกมาตัดชิ้นงานโลหะอย่างรวดเร็วและแม่นยำ
ข้อดีของการตัดพลาสม่า
- ตัดโลหะนำไฟฟ้าได้ทุกชนิด
- เริ่มตัดได้ทันทีโดยไม่ต้อง Preheat
- ใช้งานง่าย เหมาะกับมือใหม่
- เร็วกว่าการตัดแก๊ส โดยเฉพาะชิ้นงานหนาน้อยกว่า 1 นิ้ว
- ใช้ลมอัดทั่วไปได้ ประหยัดและหาง่าย
- ปลอดภัยกว่าการตัดแก๊ส
- รอยตัดสวย สูญเสียเนื้อน้อย
- ตัดโค้ง เว้า หรือลวดลายซับซ้อนได้ดี
- ความร้อนสะสมต่ำ ลดการบิดงอของชิ้นงาน
ข้อจำกัดและข้อควรระวังของเครื่องตัดพลาสม่า
- ตัดชิ้นงานหนามากกว่า 1 นิ้วต้องใช้เครื่องกำลังสูง (ราคาสูง)
- อะไหล่สิ้นเปลืองต้องเปลี่ยนบ่อย
- ต้องมีลมอัดหรือแก๊ส และกระแสไฟฟ้า
- เสี่ยงอันตรายจากไฟฟ้า ควัน และไอโลหะ
- เสียงดังเมื่อตัดโลหะหนา
- ควบคุมให้เส้นตัดตรงยากหากไม่มีระบบชดเชยร่องตัดใน CNC
ผลลัพธ์คือ งานออกมาไม่เรียบ และหัวตัดพลาสม่าร้อนสะสมมากกว่าปกติ


เหมาะกับงานช่างซ่อมบำรุง งานโครงสร้างเล็ก และงานตัดชิ้นส่วนทั่วไป
เหมาะกับงานโครงสร้างขนาดกลางถึงใหญ่ หรืองานผลิตชิ้นส่วนที่ต้องการความแม่นยำ
เหมาะกับงานอุตสาหกรรมหนัก หรืองานผลิตที่ต้องตัดชิ้นงานหนามากๆ ให้ได้ความเรียบเนียนสูง

รีวิวจากลูกค้า






























คำถามที่พบบ่อย
มีหน้าร้านไหม
บริการส่งผ่าน Grab/LINE/Lalamove
ชำระเงินได้ช่องทางไหน
เวลาทำการของบริษัท
จัดส่งกี่วันถึง จะส่งเมื่อไหร่ ได้ของวันไหน
จัดส่งทางไหน ทางขนส่งเอกชน ไปรษณีย์ หรือจัดส่งเอง

มีสินค้าจำหน่ายในราคาส่ง
สินค้าสั่งผลิต - พรีออเดอร์ จะต้องชำระเงินก่อน 50% ของยอดสั่งซื้อ และชำระ 50% ก่อนจัดส่ง




